tag:blogger.com,1999:blog-40865956358498257142009-10-13T07:29:10.983-07:00Tourist attractions in ThailandTourist attractions in Thailand is many and many you can find information and see from here with this information I have gathered from many Web sites are in each province and Attractions of each province. I, personally, is the opportunity to visit some places to work with because that information must travel through the web site will allow friends to use to plan the trip of Thailand. Elysium site is Thai. language and you can use google translate gadget on the right to convert your language.artilynoreply@blogger.comBlogger12125tag:blogger.com,1999:blog-4086595635849825714.post-4341964090872455352009-04-30T04:41:00.000-07:002009-04-30T07:23:37.995-07:00เกาะหลาวเหลียง
เกาะหลาวเหลียง
เกาะหลาวเหลียง นั้น อยู่ทางทิศตะวันตกของหาดสำราญและแหลมตะเส๊ะ ประมาณ 17 กิโลเมตร
ลักษณะของเกาะ มีสองเกาะ คือ เกาะหลาวเหลียงเหนือและเกาะหลาวเหลียงใต้ เป็นภูเขาหินปูน มีหน้าผาสูงโดยรอบ ด้านหน้าทางตะวันออกมีหาดทราย เป็นแหลม ไม่กว้าง หน้าเกาะหลาวเหลียงใต้เป็นที่พักหลบคลื่นลมของชาวประมงและที่พักของคนเฝ้ารังนกนางแอ่น เพราะเป็นเกาะสัมปทานรังนกนางแอ่น การเข้าไปเที่ยวบางจุดต้องขออนุญาตผู้เฝ้ารังนกเสียก่อน โดยเฉพาะในช่วงเดือน มี.ค. มิ.ย. และ พ.ย.
ตั้งแต่โบราณมาได้มีนิทานพื้นบ้านเล่าถึงประวัติความเป็นมาของชื่อเกาะเหลาเหลียงว่า "มีเรือซึ่งพ่วงติดกันมา 2 ลำ มีชื่อว่า เหลาเหลียงพี่ และ เหลาเหลียงน้อง เดินทางรอนแรมค้าขายมาจากทางประเทศจีน ..
วันหนึ่งเมื่อเดินทางมาถึงบริเวณเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า เกาะเภตรา ก็ได้เกิดอาเภทให้มีคลื่นขนาดยักษ์ ด้วยความไม่รู้ของคนในเรือจึงเผลอกล่าวสบถวาจาขึ้น เหตุนั้นเองทำให้พระเจ้าไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงลงโทษ โดยการสาบเรือทั้งสองลำนั้นให้กลายเป็นหิน" จึงเกิดเป็นตำนานความเชื่อของ
ชาวเลว่า เวลาออกทะเลห้ามมิให้กล่าวทักถึงปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างผิดปกติ เพราะมันอาจนำภัยพิบัติมาถึงตัวได้ อุปมาดังคำโบราณว่า "เข้าป่าอย่ากล่าวถึงเสือ"
เหลาเหลียง หรือ หลาวเหลียง หรือ เหล่าเหลียง ตั้งอยู่ต. เกาะสุกร อ.ปะเหลียน จ.ตรัง เป็นหนึ่งในหมู่เกาะเภตรา ซึ่งเป็นหมู่เกาะที่มีความสวยงามของภูเขาหินปูนตามธรรมชาติสูงเสียดฟ้า หมู่เกาะเภตรา ประกอบไปด้วยเกาะเภตรา เกาะเหลาเหลียง (หรือ เกาะหลาวเหลียง) เกาะทะลุ เกาะตาใบ เกาะตะลุ้ยน้อย เกาะตะลุ้ยใหญ่ และเกาะตะเกียง หมู่เกาะดังกล่าวอยู่ในเขตสัมปทานรังนกนางแอ่น จ.ตรัง ทำให้หมู่เกาะเภตรา กลายเป็นพื้นที่ปิดมานานนับสิบปี สภาพของธรรมชาติบนเกาะและในทะเล จึงยังคงความ
สมบูรณ์สวยงามเป็นธรรมชาติ ทั้งหาดทรายขาว น้ำทะเลใส ความอุดมสมบูรณ์ของปะการังอ่อนและปะการังแข็ง กัลปังหา ปลาทะเลสวยงาม และสิ่งมีชีวิตใต้น้ำมากมาย รอการมาสัมผัสจากนักท่องเที่ยวที่รักธรรมชาติ เกาะเหลาเหลียง ประกอบไปด้วยเกาะสองเกาะ คือ เหลาเหลียงน้อง (เหนือ) และเหลาเหลียงพี่ (ใต้) เกาะเหลาเหลียงน้อง
เกาะเหล่าเหลียงน้อง หรือ เกาะหลาวเหลียงน้อง เป็นเกาะขนาดเล็กในทะเลอันดามัน ห่างจากท่าเรือหาดยาวใน จ.ตรัง ประมาณ 22 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง โดยเรือเร็ว ประมาณ 35-40 นามี และโดยเรือทัวร์
ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที เหลาเหลียงน้องมีลักษณะเป็นภูเขาหินปูน มีหน้าผาสูงกว่าร้อยเมตรโดยรอบ ซึ่งเหมาะสำหรับกีฬาปีนหน้าผา และเป็นที่กำบังภัยธรรมชาติอย่างดี มีหาดทรายขาวสะอาดและน้ำทะเลใสบริสุทธิ์ รวมไปถึงแนวปะการังที่สวยงามสมบูรณ์ทอดตัวอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ที่เหลาเหลียงน้องนั้น ใต้น้ำเต็มไปด้วยกอดอกไม้ทะเล และฝูงปลาการ์ตูน หลากพันธุ์และปลาสวยงามอื่น ๆ มีปะการังอ่อนเจ็ดสีที่ขึ้นชื่อของ จ.ตรัง มีกัลปังหา หลากสีที่ยังสมบูรณ์และหาดูได้ยาก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับดำน้ำตื้นด้วยท่อหายใจ
นอกจากนี้ บนเหลาเหลียงน้องยังมีกิจกรรมต่าง ๆ ให้คุณได้สนุกสนานกับเพื่อน ๆ และคนรู้ใจ เช่น พายเรือคายัครอบเกาะเหลาเหลียง ลอดอุโมงค์ทะเลเวลาน้ำลง เที่ยวชมเกาะด้วยเส้นทางเดินเท้าไต่หน้าผา ชมทะเลจากมุมสูง ดำน้ำ แบบ Skin และ Scuba ปีนผาและโรยตัวด้วยอุปกรณ์มาตรฐาน ตกปลายามเย็น ดูปูแม่ไก่ตอนหัวค่ำ และที่พลากดไม่ได้คือ ชมถ้ำรังนก ซึ่งจะมองเห็นได้เฉพาะในเวลาน้ำลด เท่านั้น เกาะเหลาเหลียงพี่
เกาะเหล่าเหลียงพี่ หรือ เกาะหลาวเหลียงพี่ ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของเกาะเหลาเหลียงน้อง ระยะห่างประมาณ 30 เมตร เหลาเหลียงพี่เป็นเกาะที่มีชายหาดทรายขาวที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง เพียง 5 นาทีจากเหลาเหลียงน้อง ท่านก็จะพบกับหาดทรายขาวสะอาด ฝูงปลาสวยงามหลากชนิดและปะการังที่ยังอุดมสมบูรณ์ บนเกาะเหลาเหลียงพี่นี้ จะมีชาวประมงมาอาศัยชั่วคราวอยู่มากกว่า 70 หลังคาเรือน โดยชาวประมงจะใช้เกาะเหลาเหลียงพี่เป็นที่พักชั่วคราวสำหรับหลบลมและพักอาศัยเวลาออกทะเลหาปลาหาปู ซึ่งพร้อมให้ท่านเลือกซื้อปูม้าสด ๆ ที่หาไม่ได้จากในเมือง บริเวณเกาะเหลาเหลียงพี่เป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทั้งสองเหลาเหลียง คือ เกาะเหลาเหลียงพี่ตระหง่านเคียงคู่กับเกาะเหลาเหลียงน้อง
ระหว่างเหลาเหลียงพี่และเหลาเหลียงน้องจะเป็นร่องน้ำ ซึ่งที่หัวเกาะเหลาเหลียงพี่นี่เองจะเป็นที่อยู่ของ
ปะการังอ่อนเจ็ดสี ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วปะการังอ่อนนั้นจะขึ้นอยู่เฉพาะที่ระดับน้ำลึกและเชี่ยว แต่ธรรมชาติที่นี่จะมีความพิเศษกว่าที่อื่นตรงที่ ปะการังอ่อนเหล่านี้จะอาศัยอยู่ที่ระดับความลึกไม่มาก เมื่อบวกกับจังหวะน้ำขึ้น-ลงที่เหมาะสม จะเป็นโอกาสให้ท่านได้ชมปะการังอ่อนเจ็ดสีเหล่านี้ โดยอาศัยเพียงแค่หน้ากากและท่อหายใจเท่านั้น แม้แต่คนที่ว่ายน้ำไม่เป็น เราก็มีไกด์คอยดูแลและชูชีพมาตรฐานให้สวมใส่ ก็สามารถเพลิดเพลินไปกับความสวยงามของธรรมชาติที่เหลาเหลียงนี้ได้ ปัจจุบัน มีบริษัททัวร์ชื่อ xsitediving สำนักงานสาขาตรังอยู่ที่ ท่าเรือหมู่บ้านหาดเจ้าไหม เป็นผู้ประกอบการรายเดียวบนเกาะ เป็นผู้ดูแลกิจการท่องเที่ยวบนเกาะ จะเปิดบริการให้นักท่องเที่ยวเข้าเที่ยวได้เฉพาะเดือน พ.ย.-พ.ค.เท่านั้น
จุดเด่น เกาะหลาวเหลียงใต้มีชายหาด น้ำใส และแนวปะการังที่สวยงาม ปัจจุบันเริ่มเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ
การเดินทาง จากตัวเมืองตรังสู่บ้านปากปรน หรือแหลมตะเส๊ะ มีเรือหางยาวบริการ ในราคาย่อมเยา ควรติดต่อผ่านบริษัท เอกไซต์ไดวิ่งทัวร์ หรืออาจติดต่อบริษัทนำเที่ยวตรังทัวร์
ที่พัก ปัจจุบันมีที่พักของเอกชน 1 แห่ง เป็นรีสอร์ทแบบง่ายๆ และเต้นท์
ฤดูกาลที่เหมาะสม ธ.ค.-เม.ย.
สิ่งอำนวยความสะดวก ไม่มี
ข้อควรระวัง การจะขึ้นไปเที่ยวบนเกาะบางจุดในช่วงเก็บรังนก ต้องติดต่อกับคนเฝ้ารังนก หรือคนในท้องถิ่น กลางคืนควรอยู่แต่ในที่พัก หรือที่สำหรับนักท่องเที่ยว artilynoreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-4086595635849825714.post-27169062654284964102009-04-13T09:44:00.000-07:002009-04-15T05:43:51.153-07:00เกาะกระดาน
เกาะกระดาน (สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัด ตรัง)เป็นเกาะที่สวยเกาะหนึ่งของจังหวัด ตรัง มีเนื้อที่ประมาณ 600 ไร่ ซึ่ง 5 ใน 6 ส่วนของเกาะนี้ อยู่ในความรับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ที่เหลือเป็นสวนยางและสวนมะพร้าวของเอกชน รวมทั้งร้านอาหารและที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว จุดเด่นของเกาะกระดานคือ ชายหาดที่มีทรายขาวละเอียดเหมือนแป้ง และน้ำใสจนมองเห็น
แนวปะการังซึ่งทอดยาวจากชายหาดด้านเหนือถึงชายฝั่ง และมีฝูงปลาหลากสีแหวกว่ายอย่างสวยงาม สำหรับผู้นิยมการโต้คลื่นด้านหลังเกาะมีอ่างเล็กๆ มีคลื่นลูกโตๆ สาดม้วนเข้าหาหาดเป็นระลอกๆ เหมาะสำหรับเล่นกระดานโต้คลื่น เกาะกระดานอยู่ทางด้านตะวันตกของเกาะมุก และเกาะลิบง การเดินทางไปเกาะกระดาน แนะนำให้ใช้บริการแพ็กเกจทัวร์จากท่าเรือปากเมง ที่ตั้งหาดปากเมง ตั้งอยู่ที่ตำบลไม้ฝาด ห่างจาก
ตัวเมืองตรังตามถนนสายตรัง - สิเกา - ปากเมง ระยะทาง 38 กิโลเมตร และใช้เวลาการเดินทางจากหาดปากเมงไปเกาะกระดานประมาณ 1.30 ชั่วโมง หรือเช่าเหมาเรือจากท่าเรือบ้านเจ้าไหม ราคาแล้วแต่ตกลงกัน
เกาะกระดานนั้นรอบเกาะมีชายหาดอยู่ 4 แห่ง เกาะกระดานจึงเป็นเกาะที่สวยที่สุดของทะเลตรัง ที่มีเกาะอื่นรายรอบเป็นบริวาร ชายหาดเป็นทรายขาวละเอียด น้ำใส จนมองเห็นริ้วทรายใต้พื้นน้ำ สุดชายหาดด้านเหนือ มี
แนวปะการังทอดยาวออกไปในทะเล บริเวณชายฝั่งเป็นปะการังน้ำตื้น
ชายหาดบนเกาะได้แก่
- ชายหาดเกาะกระดาน เป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ อยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะ มีชายหาดขาวยาวประมาณ 2 กิโลเมตร บริเวณด้านหน้าของชายหาด นักท่องเที่ยวนิยมมาดำน้ำดูปะการัง ซึ่งยาวตลอดแนวชายหาด จากชายหาดสามารถมองเห็นเกาะลิบง เกาะแหวน เกาะมุก และเกาะเชือก และยังสามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นได้อีกด้วย
- ชายหาดอ่าวเนียง ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของที่ทำการหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ เป็นหาดทรายขาวยาวประมาณ 800 เมตร ด้านหน้าชายหาดนักท่องเที่ยวนิยมดำน้ำดูปะการัง ซึ่งมีตลอดแนวชายหาด จากชายหาดนี้สามารถมองเห็นเกาะลิบงได้
- ชายหาดอ่าวไผ่ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของที่ทำการหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ เป็นหาดทรายขาวยาวประมาณ 200 เมตร ด้านหน้าของชายหาดไม่มีแนวปะการัง สามารถมองเห็นเกาะเชือก เกาะแหวน เกาะมุก สามารถชื่นชมกับดวงอาทิตย์ตกได้สวยงาม
- ชายหาดอ่าวช่องลม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะ อยู่เหนือที่ทำการพิทักษ์อุทยานฯ ห่างไปประมาณ 800 เมตร สามารถเดินเท้าขึ้นเนินไปชมดวงอาทิตย์ตก มองเห็นเกาะรอกได้อย่างชัดเจนartilynoreply@blogger.com1tag:blogger.com,1999:blog-4086595635849825714.post-33140062078222604432009-04-12T22:21:00.000-07:002009-04-12T22:35:09.882-07:00เกาะเชือก เกาะแหวน เกาะม้า
เกาะเชือก เกาะแหวน เกาะม้า
ทั้งสามเกาะเป็นเกาะเล็กๆ อยู่ในวงล้อมของเกาะมุก และเกาะกระดาน เป็นเกาะสัมปทานรังนกทั้งสามเกาะ ห่างจากเกาะไหงประมาณ 4 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นโขดหิน แหละหน้าผาหินสูงชัน ไม่มีชายหาด หรือบ้านเรือนของผู้คน และชาวประมงอาศัยอยู่บนเกาะทั้งสาม นอกจากมีกระท่อมของคนเฝ้ารังนกปลูกเรียงรายบนโขดหินรอบตัวเกาะ บริเวณรอบเกาะทั้งสามเป็นแหล่งดำน้ำ ชมปะการังชนิดต่างๆ มีทั้งดงปะการังน้ำตื้น และน้ำลึกรายรอบ มีฝูงปลาทะเลสีสันสวยงามนานาชนิด เช่น ปลานกแก้ว ปลาโนรี ปลาสินสมุทร ปลาลายเสือ ฯลฯ
ทางด้านทิศเหนือของตัวเกาะทั้งสามสามารถมองเห็นท่าเรือปากเมง ท่าเรือบ่อม่วง เกาะมุก ทางทิศใต้ มองเห็นเกาะกระดาน เกาะไหง เกาะรอก นักท่องเที่ยวที่นิยมชมชอบในเกมกีฬาตกปลา มักจะเดินทางมาประลองฝีมือกันรอบๆ เกาะทั้งสามเกาะนี้ เพราะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยฝูงปลาทะเลมากมายหลายชนิด บริเวณ เกาะเชือกยังมีถ้ำตื้นๆ ที่จะดำน้ำ หรือเอาเรือลอดเข้าไปยามน้ำลง จะพบกับชายหาดเล็กๆ และค้างคาวเต็มผนังถ้ำใต้น้ำ ตรงปากถ้ำคือที่รวมของกัลปังหาที่สวยงาม
การเดินทางไปเกาะทั้งสามท่านสามารถเดินทางไปเกาะโดยลงเรือที่ท่าเรือปากเมง ใช้เส้นทางเดียวกับเกาะมุกและเกาะกระดาน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาที ค่าเช่าเรือเหมาลำราคาประมาณ 1,500 บาท/วัน
artilynoreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-4086595635849825714.post-50924286788597391712009-04-10T07:09:00.000-07:002009-04-10T08:23:49.162-07:00เกาะมุกและถ้ำมรกต
จังหวัดตรังนั้นมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายเกาะมุกและถ้ำมรกต ก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยเกาะมุก อาจไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก แต่ถ้าเอ่ยถึง ถ้ำมรกต ทุกคนจะรู้จักกันเป็นอย่างดี ถ้ำมรกตเป็นเป้าหมายของนักเดินทางที่มายังท้องทะเลตรัง เป็นถ้ำทะเลที่มีความงดงามตระการตาอย่างมาก จากปากทางเข้าถ้ำซึ่งเป็นโพรงเล็กๆ ช่วงเวลาน้ำลดโพรงนี้จะสูงพ้นระดับน้ำพอเรือลอดได้ แต่หากช่วงน้ำมากอาจจะต้องว่ายน้ำเข้าไป บริเวณปากทางเข้าถ้ำแสงจากภายนอกจะสะท้อนกับน้ำทะเลในถ้ำ ทำให้เห็นเป็นสีเขียวมรกต สวยงาม แปลกตา ประหนึ่งจิตรกรรมแห่งธรรมชาติที่ได้บรรจงสร้างให้มวลมนุษย์ได้ชื่นชม เมื่อถึงอีกด้านหนึ่งของถ้ำเป็นหาด
ทรายขาวสะอาดน้ำใสน่าเล่น ล้อมรอบด้วยหน้าผาสูงชัน เกาะมุกมิใช่มีเพียงถ้ำมรกตเท่านั้น แต่ทางด้านฝั่งตะวันออกยังมีชายหาดที่สวยงาม บริเวณแหลมๆ ทางด้านทิศตะวันออกเป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนบ้านเกาะมุก ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมง ด้านซ้ายและขวาของหัวแหลมคือหาดหัวแหลม และ อ่าวพังงา มีหาดทรายขาวละเอียดสวยงามที่ตั้งเกาะมุก : ห่างจากท่าเรือควนตุ้งกูประมาณ 9 กิโลเมตร อยู่ห่างจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอุทยานแห่งชาดหาดเจ้าไหมการเดินทาง : จากท่าเรือควนตุ้งกู มีเรือโดยสารออกวันละเที่ยวช่วงเช้า หรือจะเหมาเรือหางยาวขนาดใหญ่ไปก็ได้ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที ขึ้นเกาะมุกที่ท่าเรือสะพานยาวด้านหน้าเกาะ
จากนั้นต้องเช่าเรือหางยาวเพื่อไปเที่ยวถ้ำมรกตซึ่งอยู่ด้านหลังเกาะ หรือจะเลือกใช้บริการแพ็กเกจทัวร์ One Day Tour ที่ท่าเรือปากเมงก็ได้จุดเด่น : เกาะมุกเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของท้องทะเลตรัง มีชมชนชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่บนเกาะมานานแล้ว ปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่ยังทำประมงขนาดเล็กด้วยเรือหางยาว มีจำนวนเรือมากกว่าเกาะอื่นๆ รวมถึงสวนยางพาราและสวนมะพร้าวด้วย จุดเด่นของเกาะมุกคือ ถ้ำมรกต ซึ่งเป็นถ้ำน้ำเล็กๆซึ่งมึความยาวประมาณ 80 เมตร นักท่องเที่ยวต้องลอยตัวฝ่าความมืดเพื่อเข้าไปพบกับห้องโถงไร้หลังคาขนาดใหญ่ภายในนี่เองเรียกว่าถ้ำมรกต น้ำทะเลภายในห้องโถงนี้มีสีเขียวใสราวมรกตทรายก็ขาวละเอียดมาก เหมาะแก่การพักผ่อนชมทัศนียภาพอย่างยิ่ง นอกจากถ้ำมรกต
แล้ว เกาะมุกยังมีชายหาดที่สวยงามด้วย ชาวต่างชาติจะชอบไปพักค้างคืนกันหลายๆคืน เพราะบรรยากาศเงียบสงบ เม็ดทรายละเอียด ขาวสะอาด น้ำทะเลใส สามารถเดินเล่นไปตามชายหาดต่างๆ ตามถนนสายเล็กๆ ที่เชื่อมกัน แต่ละหาดสามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกได้อย่างสวยงามอีกด้วย
นี่เป็นภาพถ้ำมรกตที่ประเทศจีนที่ผมหามาให้เปรียบเทียบกับถ้ำมรกตของเมืองไทยartilynoreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-4086595635849825714.post-30249317934867798932009-04-04T06:58:00.000-07:002009-04-10T07:47:52.516-07:00สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดพัทลุง
ตราประจำจังหวัดพัทลุง"รูปภูเขาอกทะลุ" พัทลุง ในสมัยก่อนชื่อเมืองพัทลุง ไม่ได้เขียนอย่างที่ปรากฏให้เห็นจากหลักฐานพบว่าบนเหรียญอีแปะพัทลุง พ.ศ. 2426 เขียนว่า พัททะลุง และพัตลุง ในเอกสารของไทย ใช้ต่างกันมากมายได้แก่ พัตะลุง พัดทลุง พัทธลุง พัตทลุง พัฒลุง พัทลุง ในเอกสารเบอร์นีของอังกฤษสมัยรัชกาลที่ 3 เขียนว่า Bondelun และ Merdelong ของนายลามาร์ วิศวกรชาวฝรั่งเศส สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เขียนว่า Bourdelun ความหมายของชื่อเมืองหมายถึงเมืองช้างหรือเมืองเกี่ยวเนื่องด้วยช้างซึ่งตรงกับข้อเท็จจริงหลายประการ คำว่า “พัต-พัท-พัทธ” ยังไม่อาจทราบได้ว่าคำเดิมเขียนอย่างไร คำไหน ทราบเพียงว่าใช้เป็นคำขึ้นต้น ส่วนคำพื้นเมืองที่เรียกว่า“ตะลุง” แปลว่าเสาล่ามช้างหรือไม้หลักผูกช้างชื่อบ้านนามเมืองของพัทลุงที่เกี่ยวกับ ช้างมีมากหรือจะเรียกว่าเป็น“เมืองช้าง” ก็ได้โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันตกของทะเลสาบสงขลาในแถบชะรัดซึ่ง อยู่ติดกับเทือกเขาบรรทัด มีช้างป่าชุกชุม และในตำนานนางเลือดขาวตำนานเมืองพัทลุงกล่าวว่า ตาสามโมยายเพชรเป็นหมอสดำหมอเฒ่านายกองช้าง เลี้ยงช้างส่งเจ้าพระยากรุงทองทุกปี ต่อมาพระกุมารกับนางเลือดขาวก็ได้รับมรดกเป็นนายกองเลี้ยงช้าง ส่งส่วย
พัทลุง เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทย ที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ดังปรากฏหลักฐานจากการค้นพบขวานหินขัดในท้องที่ทั่วไปหลายอำเภอในสมัยศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ 13 –14 ) บริเวณเมืองพัทลุงเป็นแหล่งชุมชนที่ได้รับวัฒนธรรมอินเดีย ในด้านพระพุทธศาสนาลัทธิมหายาน มีหลักฐานค้นพบ เช่น พระพิมพ์ดินดิบจำนวนมากเป็นรูปพระโพธิสัตว์ รูปเทวดาโดยค้นพบบริเวณถ้ำคูหาสวรรค์ และถ้ำเขาอกทะลุ ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 19 เมืองพัทลุงได้ตั้งขึ้นอย่างมั่นคงภายใต้การปกครองของกรุงศรีอยุธยา มีฐานะเป็นเมืองชั้นตรี ซึ่งนับได้ว่าเป็นหัวเมืองหนึ่งของพระราชอาณาจักรทางใต้ ในสมัยนั้นเมืองพัทลุงมักจะประสบปัญหา การโจมตีจากกลุ่มโจรสลัดมาเลย์อยู่เสมอโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มโจรสลัดราแจะอารู และ อุยงคตนะ ได้โจมตีเผาทำลายสร้างความเสียหายแก่เมืองพัทลุงถึงสองครั้ง ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้มีการย้ายสถานที่ตั้งเมืองอยู่เสมอ และก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ชาวเมืองพัทลุงเป็นนักต่อสู้ที่เข้มแข็ง ในสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ ได้มีการย้ายสถานที่ตั้งเมืองอีกหลายครั้งและได้ยกขึ้นเป็นเมืองชั้นโทในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในช่วงนี้เมืองพัทลุงมีผู้นำที่มีความสำคัญในการสร้างความเจริญ และความมั่นคงให้กับบ้านเมืองหลายท่าน อาทิ พระยาพัทลุง (ขุนคางเหล็ก) พระยาวิชิตเสนา (ทองขาว) พระยาอภัยบริรักษ์ (จุ้ย จันทร์โรจน์วงศ์) (ขำ) ส่วนประชาชนชาวเมืองพัทลุงก็ได้มีบทบาทในการร่วมมือ กับผู้นำต่อสู้ป้องกันเอกราชของชาติมาหลายครั้ง เช่น เมื่อสงครามเก้าทัพ (พ.ศ.2328 – 2329) พระมหาช่วย วัดป่าเลไลได้นำชาวพัทลุงต่อสู้ป้องกันการรุกรานของพม่า จนได้รับความดีความชอบโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยาทุกขราษฎร์ช่วยราชการเมืองพัทลุงนอกจากสงครามกับพม่าแล้ว ชาวพัทลุงยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ของประเทศชาติในหัวเมืองภาคใต้ เพราะปรากฏอยู่เสมอว่าทางเมืองหลวงได้มีคำสั่งให้เกณฑ์ชาวพัทลุง พร้อมด้วยเสบียงอาหารไปทำสงครามปราบปรามกบฏในหัวเมืองมลายูเช่น กบฏไทรบุรี พ.ศ.2373 และ พ.ศ.2381 ซึ่งบทบาทดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นความสำคัญของเมืองพัทลุง ทางด้านการเมือง การปกครองในอดีตเป็นอย่างดี ครั้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ปฏิรูปการปกครองเป็นแบบเทศาภิบาลใน พ.ศ.2437 และได้ประกาศจัดตั้งมณฑลนครศรีธรรมราชขึ้น เมื่อ พ.ศ.2439 ประกอบด้วยเมืองต่างๆ คือ นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา และหัวเมืองทั้ง 7 ที่เป็นเมืองปัตตานีเดิม สำหรับเมืองพัทลุงแบ่งการปกครองออกเป็น 3 อำเภอ คือ อำเภอกลางเมือง อำเภออุดร อำเภอทักษิณ ขณะนั้นตัวเมืองตั้งอยู่ที่ตำบลลำปำ จนกระทั่ง พ.ศ.2467 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองพัทลุงมาอยู่ที่ตำบลคูหาสวรรค์ในปัจจุบัน เพื่อจะได้อยู่ใกล้เส้นทางรถไฟ และสะดวกในด้านติดต่อกับเมืองต่างๆ จากอดีตถึงปัจจุบัน เมืองพัทลุงได้มีการย้ายเมืองหลายครั้ง สถานที่เคยเป็นที่ตั้งเมืองพัทลุงมาแล้ว ได้แก่โคกเมืองแก้ว ปัจจุบัน หมู่ที่ 4 ตำบลจองถนน อำเภอเขาชัยสน บ้านควนแร่ ปัจจุบัน หมู่ที่ 1 ตำบลควนมะพร้าว อำเภอเมืองพัทลุง เขาชัยสน(เขาเมือง) ปัจจุบัน เขต 3 ตำบล คือตำบลชัยบุรี อำเภอเมืองพัทลุง ตำบลพนมวังก์ และ มะกอกเหนือ อำเภอควนขนุน ท่าเสม็ด ปัจจุบัน ตำบลท่าเสม็ด อำเภอชะอวด จ.นครศรีธรรมราช เมืองพระรถ ปัจจุบัน หมู่ที่ 1 ตำบลควนมะพร้าว อ.เมืองพัทลุง บ้านควนมะพร้าว ปัจจุบัน หมู่ที่ 2 ตำบลพญาขัน อ.เมืองพัทลุงบ้านม่วง ปัจจุบัน หมู่ที่ 2 ตำบลพญาขัน อ.เมืองพัทลุง บ้านโคกสูง ปัจจุบัน หมู่ที่ 4 ตำบลลำปำ อ.เมืองพัทลุง ต่อมาในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการจัดระเบียบบริหารส่วนภูมิภาคเป็นจังหวัดและอำเภอ ได้ยกเลิกการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล ทำให้เมืองพัทลุงมีฐานะเป็นจังหวัดหนึ่ง ในปัจจุบันจังหวัดพัทลุง แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 11 อำเภอ คือ อำเภอเมืองพัทลุง อำเภอควนขนุน อำเภอเขาชัยสน อำเภอปากพะยูน อำเภอกงหรา อำเภอตะโหมด อำเภอป่าบอน อำเภอศรีบรรพต อำเภอป่าพะยอม อำเภอบางแก้ว และ อำเภอศรีนครินทร์ นอกจากด้านการเมืองการปกครองแล้ว สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ด้านศาสนาและศิลปวัฒนธรรม เมืองพัทลุงเคยมีชื่อเสียงในการละเล่นพื้นเมือง คือหนังตะลุง มโนราห์ ลิเกป่า ส่วนด้านศาสนา ได้มีการทะนุบำรุงพุทธศาสนาตั้งแต่อดีต มีการพระราชทานพื้นที่พระกัลปานา วัดเขียนบางแก้ว วัดสทัง วัดพะโค๊ะ เพื่อบำรุงรักษ าวัดให้เจริญรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา
อาณาเขตทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช และอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอรัตภูมิ อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา และอำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล ทิศตะวันออก ติดต่อกับทะเลสาบสงขลา เขตอำเภอระโนด กระแสสินธุ์ สทิงพระ และสิงหนคา จังหวัดสงขลา ทิศตะวันตก ติดต่อกับเทือกเขานครศรีธรรมราช หรือเขาบรรทัด เขตอำเภอห้วยยอด เมืองตรัง นาโยง ย่านตาขาว และปะเหลียน จังหวัดตรัง
การเดินทางไปจังหวัดพัทลุง รถยนต์ จากกรุงเทพฯ สามารถไปได้ 3 เส้นทาง คือ เส้นทางที่ 1 ตามทางหลวงหมายเลข 4 ถึงชุมพร (สี่แยกปฐมพร) แยกเข้าระนอง พังงา กระบี่ ตรัง จนถึงพัทลุง ระยะทางประมาณ 1,140 กิโลเมตร เส้นทางที่ 2 ตามทางหลวงหมายเลข 4 ถึงชุมพร ให้เข้าทางหลวงหมายเลข 41 จนถึงจังหวัดพัทลุง ระยะทาง 840 กิโลเมตร เส้นทางที่ 3 ตามทางหลวงหมายเลข 4 ผ่านชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช แล้วเข้าทางหลวงหมายเลข 403 จากนั้นจึงเข้าทางหลวงหมายเลข 41 ที่ชุมทางเขาชุมทอง จนถึงพัทลุง รถไฟ การรถไฟแห่งประเทศไทย มีรถไฟผ่านอำเภอเมือง อำเภอควนขนุน อำเภอเขาชัยสน อำเภอปากพะยูน อำเภอป่าบอน อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง รายละเอียดสอบถาม โทร. 1690, 02-223-7010, 02-223-7020 สถานีรถไฟพัทลุง โทร. 074-613-106 http://www.railway.co.th/ รถโดยสารประจำทาง บริษัท ขนส่ง จำกัด มีบริการเดินรถกรุงเทพฯ – พัทลุง ทุกวัน มีรถออกที่สถานีขนส่งสายใต้ ถนนบรมราชชนนี สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 02-434-5557-8, 02-435-1199, 02-435-1200 http://www.transport.co.th/ เครื่องบิน จังหวัดพัทลุงไม่มีสนามบิน นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการเที่ยวบินกรุงเทพฯ-ตรังหรือ กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ จังหวัดสงขลาและ ต่อรถโดยสารไปพัทลุง ที่ตั้ง
จังหวัดพัทลุงตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของภาคใต้ของประเทศไทย ระหว่างละติจูดที่ 7 องศา 6 ลิปดาเหนือถึง 7 องศา 53 ลิปดาเหนือ และลองจิจูดที่ 9 องศา 44 ลิปดาตะวันออก
ห่างจากกรุงเทพมหานครตามเส้นทางสายเอเซีย (ทางหลวงหมายเลข 41) เป็นระยะทางประมาณ 858 กิโลเมตร และตามเส้นทางรถไฟระยะทางประมาณ 846 กิโลเมตร
ความยาวของจังหวัดจากทิศเหนือไปทิศใต้ประมาณ 78 กิโลเมตรและความกว้างจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก ระยะทางประมาณ 53 กิโลเมตร
มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 3,424.473 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,140,296 ไร่ (พื้นดิน 1,919,446 ไร่ พื้นน้ำ 220,850 ไร่)
สัญลักษณ์ประจำจังหวัดพัทลุง
ตราประจำจังหวัดพัทลุง ปรากฏเป็นรูปภูเขาอกทะลุซึ่งเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของจังหวัด ซึ่งภูเขาอกทะลุนี้ตั้งอยู่ในตัวอำเภอเมืองพัทลุง ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ มีบันไดทอดตัวยาวขึ้นจากเชิงเขาถึงถ้ำซึ่งเป็นรูอยู่ตรงกลางเพื่อให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมทิวทัศน์ของจังหวัดพัทลุงได้อย่างกว้างขวาง หากแต่ปัจจุบันยังขาดการดูแล ปรับปรุงและพัฒนาที่ยั่งยืนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัด
ดอกไม้ประจำจังหวัด: พะยอม (Shorea roxburghii)
ต้นไม้ประจำจังหวัด: ดอกพะยอม (Shorea roxburghii)
คำขวัญประจำจังหวัด: เมืองหนังโนรา อู่นาข้าว พราวน้ำตก แหล่งนกน้ำ ทะเลสาบงาม เขาอกทะลุ น้ำพุร้อน สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดพัทลุง
วัดถ้ำสุมโน อำเภอเมือง จ.พัทลุง วัดถ้ำสุมโน อยู่ตำบลบ้านนา ห่างจากตัวเมืองไปตามถนนเพชรเกษม (สายพัทลุง-ตรัง) ประมาณ 21 กิโลเมตร ตัวถ้ำห่างจากถนนประมาณ 500 เมตร เป็นถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยและมีห้องโถงกว้างขวางใหญ่โตและร่มเย็นวิจิตรตระการตาตามธรรมชาติซึ่งมีทั้งหมด 18 ถ้ำ ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปปางต่าง ๆ หลายองค์ บริเวณถ้ำยังเป็นสถานที่วิปัสสนาและปฏิบัติธรรมอีกด้วย
น้ำตกไพรวัลย์ อำเภอกงหรา จ.พัทลุง น้ำตกไพรวัลย์ เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัดพัทลุง น้ำตกไหลลงมาจากหน้าผาสูงชัน น้ำไหลแรงสามารถเล่นน้ำได้ในชั้นล่าง บริเวณโดยรอบเงียบสงบ มีต้นไม้นานาชนิดปกคลุมอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ จึงทำให้น้ำตกมีน้ำตลอดทั้งปี ตั้งอยู่ในหน่วยพิทักษ์ป่าบ้านพูด เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด ตำบลคลองเฉลิม อำเภอกงหรา สามารถเดินทางจากบ้านคลองหมวยไปตามถนนตำบลลำสินธุ์ บ้านกงหรา (ทางหลวงหมายเลข 4122) ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ทางเข้าน้ำตกอยู่ทางทิศตะวันตก เป็นทางลูกรัง 3 กิโลเมตร บริเวณน้ำตกมีลานจอดรถและร้านอาหารไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นไปยังชั้นบนของน้ำตกไพรวัลย์ได้ โดยการปีนไปตามทางซึ่งค่อนข้างชัน ชั้นนี้จะเล็กกว่าชั้นแรกมาก แต่น้ำไหลแรง มีแอ่งน้ำเล่นน้ำได้ ข้อสำคัญในช่วงหน้าฝนน้ำตกจะมีน้ำไหลแรงมาก นักท่องเที่ยวควรใช้ความระมัดระวังค่อนข้างมาก
วัดเขียนบางแก้ว อำเภอเขาชัยสน จ.พัทลุงวัดเขียนบางแก้ว ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ต.จองถนน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง เป็นวัดโบราณอายุกว่า 1,000 ปี โดยสร้างขึ้นในสมัยศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ 13-1 ตามตำนาน "เพลาวัด" กล่าวถึงวัดเขียนบางแก้วว่า นางเลือดขาวกับพระยากุมาร เป็นผู้สร้างวัดขึ้น มีกุฏิ วิหาร ศาลาการเปรียญ พระพุทธรูป พระมหาเจดีย์ เสร็จแล้วให้จารึกเรื่องราวการก่อสร้างลงบนแผ่นทองคำเรียกว่า "เพลาวัด" โดยสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.1492 ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.1493 เจ้าพระยากุมารกับนางเลือดขาว ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ จากเกาะลังกามาบรรจุไว้ในพระมหาธาตุเจดีย์ อย่างไรก็ตามตำนานการสร้างวัดเขียนบางแก้ว มีประวัติจารึกเรื่องราวไว้หลายตำนาน เช่น ประวัติเขียนบางแก้วของ พระครูสังฆรักษ์ (เพิ่ม) กล่าวว่าเจ้าพระยากรุงทอง เจ้าเมืองพัทลุงเป็นผู้สร้างวัดขึ้น เมื่อวันพฤหัสบดีเดือน 8 ขึ้น 5 ค่ำ ปีกุน เอกศก พ.ศ.1482 (จ.ศ.301) พร้อมกับสร้างพระ
มหาธาตุและก่อพระเชตุพนวิหาร ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ.1486 ส่วนทำเนียบวัดในจังหวัดพัทลุงของพระครูอริยสังวร (เอียด) อดีตเจ้าคณะจังหวัดพัทลุงกล่าวว่า วัดเขียนบางแก้วสร้างเมื่อ พ.ศ.1482 จากหลักฐานทางเอกสารดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า วัดเขียนบางแก้วน่าจะเป็นวัดที่สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษ 15-18 แต่นักโบราณคดีกำหนดอายุจากรูปแบบสถาปัตยกรรมขององค์พระธาตุ เข้าใจว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา และได้รับอธิพลจากพระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช ภายในบริเวณจัดได้พบโบราณวัตถุสำคัญได้แก่ ศิวลึงค์และฐานโยนิ แสดงว่าบริเวณท้องที่แห่งนี้
มีการติดต่อรับอารยธรรมอินเดียมาตั้งแต่สมัยต้นประวัติศาสตร์ ราวพุทธศตวรรษที่ 12-14 และคงเป็นที่ตั้งชุมชนโบราณที่นับถือศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย ในสมัยอยุธยาตอนต้น วัดเขียนบางแก้วเป็นวัดที่มีความเจริญมาก เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา เป็นที่ตั้งของคณะป่าแก้ว ต่อมาในสมัยอยุธยาตอนกลาง เมืองพัทลุงเกิดสงครามกับพวกโจรสลัดมลายูเสมอๆ จนบางครั้งพวกโจรสลัดเข้ามาเผาผลาญบ้านเรือนราษฎร และวัดเสียหายเป็นจำนวนมากด้วยเหตุนี้วัดเขียนบางแก้วจึงทรุดโทรมเป็นวัดร้างชั่วคราว จนเมื่อชาวพัทลุงสามารถรวมตัวกันได้จึงบูรณะวัดขึ้นอีก และเป็นเช่นนี้อยู่หลายครั้ง ดังปรากฏในหนังสือกัลปนาวัดหัวเมืองพัทลุง ในสมัยอยุธยากล่าวถึงการบูรณะวัดเขียบนบาง
แก้วครั้งใหญ่ 2 ครั้ง คือครั้งแรก ราวสมัยอยุธยาตอนกลาง ระหว่าง พ.ศ.2109-2111 ตรงกับแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ผู้นำในการบูรณะคือ เจ้าอินบุตรปะขาวสนกับ นางเป้า ชาวบ้านสะทัง ตำบลหานโพธิ์ อำเภอเขาชัยสน และครั้งที่ 2 สมัยพระเพทราชา พ.ศ.2242 ผู้นำในการบูรณะปฏิสังขรณ์คือ พระครูอินทเมาลีศรีญาญสาครบวรนนทราชจุฬามุนีศรีอุปดิษเถร คณะป่าแก้วหัวเมืองพัทลุง เมื่อได้ทำการบูรณะแล้วจึงเดินทางเข้าไปยังกรุงศรีอยุธยา ขอให้สมเด็จพระวันรัตน์นำถวายพระ ขอพระบรมราชานุญาตให้ญาติโยมที่ร่วมทำการบูรณะ เว้นเสียส่วยสาอากรให้ทางราชการ ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้ตามทูลขอทุกประการ เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310 วัดเขียนบางแก้วกลายเป็นวัดร้าง จนเมื่อมีการบูรณะขึ้นใหม่ใน
สมัยปลายรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงมีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่เรื่อยมาตราบจนปัจจุบันพระมหาธาตุเจดีย์บางแก้ว เป็นเจดีย์ก่ออิฐฐานแปดเหลี่ยม วัดโดยรอบยาว 16.50 เมตร สูงถึงยอด 22 เมตร รอบพระมหาธาตุบริเวณฐานซุ้มพระพุทธรูปโค้งมน 3 ซุ้ม กว้าง 1.28 เมตร สูง 2.63 เมตร ภายในซุ้มมีพระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ รอบพระเศียรมีประภารัศมีรูปโค้ง ขนาดหน้าตักกว้าง 0.94 เมตร สูง 1.25 เมตร ระหว่างซุ้มพระมีเศียรช้างปูนปั้นโผล่ออกมา เหนือซุ้มพระมีเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยม อิทธิพลศิลปจีน ด้านทิศตะวันออกมีบันไดสู่ฐานทักษิณ เหนือบันไดทำเป็นซุ้มยอดอย่างจีน มุมบันไดทั้ง 2 ข้าง มีซุ้มลักษณะโค้งแหลม ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นนูนสูง ปางสมาธิ ประทับขัดสมาธิเพชร ฐานทักษิณและฐานรองรับองค์ระฆังเป็นรูปแปดเหลี่ยม มีลวดลายปูนปั้นรูปดอกไม้ แต่เดิมเป็นรูปมารแบก เหนือฐานทักษิณมีเจดีย์ทิศตั้งอยู่ที่มุมทั้งสี่มุม องค์ระฆังเป็นแบบโอคว่ำถัดจากองค์ระฆังเป็นบัลลังก์รูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ประดับด้วยถ้วยชาม ทั้งสี่มุมของบัลลังก์มีรูปกาปูนปั้นมุมละ 1 ตัว ซึ่งหมายถึงสมณศักดิ์ของคณะสงฆ์ทั้ง 4 (พระมหาพันธ์ ธมมนาโก สร้างไว้เมื่อ ปี 2515) ส่วนยอดสุดเป็นพานขนาดเล็ก 1 ใบ ภายในมีดอกบัวทองคำ จำนวน 5 ดอก 4 ใบ (ทองคำถูกขโมยไปเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2521) ลักษณะศิลปกรรมได้รับอิทธิพลจากพระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช น่าจะสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น วัดเขียนบางแก้ว กรมศิลปกรประกาศขึ้นทะเบียนในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 54 วันที่ 3 มกราคม 2480 และประกาศเขตโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 103 ตอนที่ 65 วันที่ 22 เมษายน 2529 เนื้อที่ประมาณ 22 ไร่ 2 งาน 97 ตารางวา (กรมศิลปากร : 431)
ขอขอบคุณรูปและข้อมูลหลายๆอย่างของจังหวัดพัทลุงจาก http://www.muanglung.com/
เขาอกทะลุ
ภูเขาอกทะลุ เป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดพัทลุง สูงประมาณ 250 เมตร มีทางสำหรับปีนขึ้นยอดเขาเพื่อชมทิวทัศน์ของเมืองพัทลุงได้ ลักษณะพิเศษของภูเขาลูกนี้ คือ มีช่องที่มองลอดทะลุยอดภูเขาอยู่บริเวณเกือบตอนปลายของยอดเขา การเดินทางจากวัดคูหาสวรรค์มุ่งหน้าไปบนทางหลวงหมายเลข 4047 สู่สถานีรถไฟพัทลุงจะพบภูเขาอกทะลุ ตั้งตระหง่านอยู่ด้านตะวันออกของสถานีรถไฟ
หาดแสนสุขลำปำ ตำบลลำปำ เขตเทศบาลเมืองพัทลุงหาดแสนสุขลำปำ เป็นที่ราบชายฝั่งทะเลสาบสงขลา เป็นบริเวณที่ร่มรื่น อากาศเย็นสบายมองไปด้านหน้าเห็นทิวทัศน์ ของทะเลสาบสงขลา มีเกาะใหญ่ - เกาะน้อย รายเรียงสวยงามมาก ห่างจากริมฝั่งไปประมาณ 40 เมตรเศษ มีศาลาทรงไทย 1 หลัง เรียกว่า ศาลาลำปำที่รัก เดิมเคยมีผู้มาขอเช่าทำกิจการจำหน่ายอาหาร และเครื่องดื่ม แต่ในระยะหลังสังเกตได้ว่าความสนใจของประาชน เปลี่ยนแปลงวจากการนั่งในห้องแคบ ๆ เป็นที่โล่งแจ้ง จึงมีผู้นำอาหาร เครื่องดื่มและปลูกร้านค้าเล็ก ๆ ภายนอกมากขึ้น โดยเฉพาะบนเกาะลำปำ มีสะพานเชื่อมรถ
ผ่านไปมาได้ ยาวประมาณ 40 เมตร เกาะนี้มีเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่เศษ ผู้คนมาใช้บริการโดยเฉพาะในวันหยุดราชการมีมากเป็นพิเศษ เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของนักทัศนาจรจากต่างถิ่น และบริเวณใกล้เคียง เป็นชายหาดสำหรับการชมวิว นั่งพักผ่อน บางบริเวณสามารถเล่นน้ำได้ ตรงปากคลองลำปำภายในทะเลสาบตื้นเขิน จนกลายเป็นเกาะกลางน้ำขนาดใหญ่ กรมป่าไม้ได้ปลูกต้นสนไว้เป็นสวนป่า ทำให้ความร่มรื่นเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจได้เป็นอย่างดี เมื่อมองออกไปทางทะเลสาบจะเห็นเกาะสี่เกาะห้า ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันออก นับเป็นจุดเดียวบนฝั่งทะเลสาบด้านตะวันตกที่เป็นจุดชมวิวที่สวยงาน บริเวณชายหาดส่วนนี้บางครั้งก็ใช้เป็นที่จัดงานเทศกาล เช่น งานลอยกระทง งานชักพระ ฯลฯ
พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศฯ
พระสี่มุมเมืองหรือเรียกชื่อเต็มๆว่า "พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ" เป็นพระพุทธรูปประจำภาคใต้ และพระคู่บ้านคู่เมืองของพัทลุง ประดิษฐานอยู่ภายในศาลาจัตุรมุขหล่อด้วยสำริดปางสมาธิ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลปัจจุบัน โปรดเกล้าฯ พระราชทานไว้ที่จังหวัดพัทลุง เมื่อ พ.ศ.2511 ตั้งอยู่ระหว่างศาลากลางกับศาลจังหวัดพัทลุง
อุทยานนกน้ำทะเลน้อย ในปี พ.ศ.2517 ราษฎรกลุ่มหนึ่งใน หมู่บ้านทะเลน้อย ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ได้ร่วมกันเสนอต่อ นายผ่อง เล่งอี้ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายจัดการสัตว์ป่า กองบำรุง กรมป่าไม้ ขอให้มีการจัดตั้ง "อุทยานนกน้ำทะเลน้อย" เนื่องจากมีการล่านกที่อาศัยอยู่อย่างชุกชุมในพื้นที่ทะเลน้อย ทำให้จำนวนนกที่มีขนาดใหญ่ เช่น นกกาบบัว ลดลงเรื่อยๆ จนเกรงว่าถ้าไม่อนุรักษ์ไว้ นกเหล่านี้จะต้องสูญพันธุ์ในไม่ช้า กรมป่าไม้จึงส่งเจ้าหน้าที่มาสำรวจสถาพพื้นที่และสัตว์ป่าในทะเลน้อย และได้ประกาศให้ทะเลน้อย ซึ่งมีพื้นที่
17,500 ไร่ และพื้นที่ป่าในบริเวณใกล้เคียงคิดเป็นเนื้อที่รวมกันราว 285,625 ไร่ เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย ตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2518 เป็นต้นมา แต่ชาวบ้านมักเรียกกันติดปากว่า " อุทยานนกน้ำทะเลน้อย " ภูมิศาสตร์ ของอุทยานนกน้ำทะเลน้อย คือ แหล่งน้ำอันต่อเนื่องกับทะเลสาบสงขลา ตั้งอยู่เหนือสุด โดยมีทะเลหลวงในเขตจังหวัดพัทลุงกั้นกลาง และ ทะเลสาบคูขุด อยู่ทางใต้ในเขตจังหวัดสงขลา มีอาณาเขตดังนี้
คือ ทิศเหนือ จดคลองชะอวด อำเภอชะอวด และอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ทิศตะวันออก จดทะเลหลวง ทางหลวงหมายเลข 4083 อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช และอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ทิศใต้ จดคลองปากประ อำเภอควนขนุนจังหวัดพัทลุง ทิศตะวันตก จดฝั่งทะเลน้อยด้านตะวันตก อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง และ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช สภาพพื้นที่ของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยทั้งหมด 450 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยส่วนที่เป็นพื้นดินและพื้นน้ำ ส่วนพื้นดินมีเนื้อที่ 422 ตารางกิโลเมตร หรือ ร้อยละ 94 ของพื้นที่ทั้งหมด ลักษณภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบชายทะเลสาบ ประกอบด้วยนาข้าวและ
ป่าหญ้า ป่าพรุและป่าเสม็ด เป็นแอ่งน้ำมีพืชปกคลุม และ ที่ราบเชิงเทือกเขาบรรทัด มีเนินเขาสูงราว 100 เมตร จากระดับน้ำทะเล ส่วนพื้นน้ำมีเนื้อที่ 28 ตารางกิโลเมตร หรือ ร้อยละ 6 ของพื้นที่ทั้งหมด คือ ตัวทะเลน้อยนั่นเอง มีความกว้างราว 5 กิโลเมตร และยาว 6 กิโลเมตร ความลึกโดยเฉลี่ยราว 1.2 เมตร ปกคลุมด้วยพืชน้ำต่างๆ เช่น บัว กระจูด หญ้าน้ำกก ปรือ และ กง กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปโดยเฉพาะบริเวณน้ำตื้นและค่อนข้างนิ่ง ภูมิอากาศของอุทยานนกน้ำทะเลน้อย ภูมิอากาศโดยทั่วไปในภาคใต้ส่วนใหญ่จะมีเพียง 2 ฤดู คือ ฤดูฝนกับฤดูร้อน
เท่านั้น ฝนจะเริ่มตกราวๆ เดือนสิงหาคม แต่ฤดูฝนจริงๆ จะเริ่มในเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ ส่วนทีเหลือจะเป็นช่วงฤดูร้อนที่มีฝนตกบ้างประปราย เนื่องจากได้รับอิทธิพลของลมบก และลมทะเล จึงทำให้อากาศในเขตทะเลน้อยสดชื่นและเย็นสบายตลอดปี เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจ
พืชพรรณในพื้นที่อุทยานนกน้ำทะเลน้อย พื้นที่ป่าในทะเลน้อยแบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ ป่าพรุ ซึ่งมีพรรณไม้เด่นคือต้นเสม็ด อันเป็นแหล่งทำรังของนกน้ำขนาดใหญ่ เช่น นกกระสาแดงและนกกาบบัว ทุ่งหญ้า ประกอบด้วยต้นกกหรือลาโพ และหญ้าชนิดต่างๆ ป่าดิบชื้น จะพบบนที่ดอน เช่น ควนขี้เสียน ควนเคร็ง เป็นต้น พื้นที่นาข้าว จะเป็นแหล่งหากินของนกน้ำต่างๆ บริเวณพื้นน้ำ จะเป็นแหล่งรวมพืชพรรณไม้น้ำที่น่าสนใจหลายชนิด เช่น กง สาหร่าย กระจูด ผักตบ และบัวชนิดต่างๆ โดยเฉพาะบัวสายจะขึ้นเต็มพื้นน้ำเป็นทะเลบัวที่สวยงามที่สุดในประเทศไทย
สัตว์ป่าในพื้นที่อุทยานนกน้ำทะเลน้อย สัตว์ป่าที่มีรายงานในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยมีไม่ต่ำกว่า 250 ชนิด โดยเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 13 ชนิด เช่น ลิงแสม เสือปลา และลิงลม เป็นต้น สัตว์เลื้อยคลานอย่างน้อย 25 ชนิด เช่น เต่า ตะพาบน้ำ จิ้งแหลน และงูชนิดต่างๆ สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก กุ้ง ปู หอย และสัตว์น้ำอื่นอีกเป็นจำนวนมาก ส่วนพวกปลาน้ำจืดพบไม่ต่ำกว่า 45 ชนิด ปลาที่น่าสนใจและพบได้ไม่ยาก เช่น ปลาช่อน ปลากระดี่ ปลาซิว ส่วนปลาที่น่าสนใจแต่พบตัวได้ยากกว่า เช่น ปลาปักเป้าน้ำจืด และ ปลาเสือพ่นน้ำ เป็นต้น
นกในอุทยานนกน้ำทะเลน้อย จากสภาพพื้นน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณไม้น้ำ และสัตว์น้ำต่างๆ ทะเลน้อยจึงมีความเหมาะสมเป็น
แหล่งอาศัยหากินทำรังและวางไข่ของนกนานาชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนกน้ำ จากการสำรวจพบนกราว 187 ชนิด แยกออกเป็นนกประจำถิ่นอาศัยอยู่ประจำตลอดปี และนกอพยพย้ายถิ่น โดยจะอพยพมาในช่วงฤดูหนาว ระหว่างเดือนตุลาคม-มีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่นกมีประชากรมากที่สุดถึงราว 43,000 ตัว ส่วนช่วงที่มีนกน้อยที่สุดอยู่ระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน อันเป็นช่วงที่นกน้ำทำรัง นกต่างๆที่น่าสนใจในทะเลน้อยมีดังนี้ วงศ์นกยาง (Heron) นกน้ำในวงศ์นี้มีลักษณะขายาว คอขาว กินปลาและสัตว์น้ำเล็กๆ มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ พบในทะเลน้อยราว 15 ชนิด เช่น นกยางไฟหัวดำ (Yellow Bittern) นกยางโทนใหญ่ (Great Egret) นกกาบบัว (Painted Stork) นกกระสาแดง (Purple Heron) เป็นต้น โดยเฉพาะนกยางและนกกระสาแดง จะทำรังและอาศัยอยู่ในทะเลน้อยตลอดทั้งปีเป็นจำนวนมาก วงศ์นกเป็ดน้ำ (Duck and Geese) นกน้ำคล้ายเป็ดซึ่งมีปากแบน แต่มีขนาดเล็ก
กว่า สามารถว่ายน้ำและดำน้ำหาปลาได้ดี ส่วนใหญ่อยู่รวมกันเป็นฝูง อพยพมาในฤดูหนาว นกเป็ดน้ำที่พบในทะเลน้อย เช่น นกเป็ดแดง (Lesser Whistling-Duck) เป็ดคับแค (Cotton Pygmy-Goose) เป็ดลาย (Garganey) นอกจากนี้ยังมี นกเป็ดผี (Little Grebe) ซึ่งอยู่ในวงศ์ Grebes มีลักษณะคล้ายนกเป็ดน้ำ ต่างกันตรงปลายปากแหลม ว่ายน้ำและดำน้ำเก่งมาก วงศ์นกอัญชัญ (Rails) นกน้ำวงศ์นี้จะมีขาและนิ้วยาว สามารถเดินหากินบนกอไม้น้ำได้เป็นอย่างดี นกวงศ์นี้พบได้ง่ายในบริเวณรอบๆ ที่ทำการเขตฯนั่นเอง ส่วนใหญ่เป็นนกประจำถิ่น เช่น นกอัญชัญคิ้วขาว (White-browed Crake) นกกวัก (White-Breasted Waterhen) นกอีลุ้ม (Waterhen) นกอีล้ำ (Common Moorhen) นกคู๊ท (Coot) วงศ์นกพริก (Jacana) นกน้ำวงศ์นี้มีนิ้วที่ยาวมาก สามารถเดินข้ามบนกอไม้น้ำได้ดี ลักษณะเด่นตัวผู้จะทำหน้าพี่ฟักไข่เลี้ยงลูก ตัวเมียจับคู่ครั้งละหลายตัว พบที่ทะเลน้อย 2 ชนิด คือ นกอีแจว (Pheasant-tailed Jacana) นกพริก (Bronzewinged Jacana)
วงศ์นกกาน้ำ (Cormorant) นกน้ำสีดำรูปร่างคล้ายกา นิ้วเท้ามีพังผืดดำน้ำเก่งมาก มีทั้ง กาน้ำเล็ก (Little Cormorant) และ กาน้ำใหญ่ (Great Cormorant) วงศ์นกตีนเทียน (Stilts) นกชายเลนชนิดนี้มีขายาวปากยาว มีสีเป็นขาวดำ ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง เมืองไทยมีชนิดเดียว คือ นกตีนเทียน (Blackwinged Stilt) นอกจากนี้แล้วยังมีนกที่พบเสมอ เช่น เหยี่ยวแดง (Brahminy Kite) นกกระแตแต้แว๊ด (Redwattled Lapwing) นกนางนวลแกรบเคราขาว
(Wiskered Tern) นกกระเต็นน้อยธรรมดา (Common Kingfisher) นกนางแอ่นบ้าน (Barn Swallow) เป็นต้น
ท่องธรรมชาติอุทยานนกน้ำทะเลน้อย นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงทะเลน้อยจะมองเห็นตัวทะเลน้อยได้ส่วนหนึ่ง หลังจากเดินเข้าไปภายในเขตฯ แนะนำว่านักท่องเที่ยวที่เพิ่งเดินทางมาทะเลน้อยเป็นครั้งแรกควรจะเข้าไปหาข้อมูลของพื้นที่ใน ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ที่อยู่ริมตลิ่งใกล้ๆ กับประตูทางเข้าเขตฯ จากนั้นจึงเริ่มไปพักผ่อนที่ศาลาท่าเรือ หรือ ลงเรือชม
ธรรมชาติ เส้นทางศึกษาธรรมชาติของทะเลน้อยแบ่งออกเป็นหลายจุด จากที่ทำการเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเที่ยวชมได้ดังนี้ 1.สะพานไม้รอบที่ทำการฯ สิ่งที่น่าสนใจตามทางเดินเท้าในบริเวณที่ทำการฯ มีดังนี้ นกอีโก้ง นกพริก นกอีล้ำ นกยางควาย จอกหูหนู บัวสาย ปลากระดี่ ปลาช่อน สำหรับต้นกระจูดที่ใช้สำหรับทำหัตถกรรม ทางเขตฯ ได้นำมาปลูกแสดงไว้ใกล้ๆ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสได้ชมลักษณะดั้งเดิมของต้นกระจูด ก่อนนำไปผ่านขบวนการผลิต ขณะที่ท่านเดินผ่านไปตามเสาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสาไม้หรือเสาปูน ลองสังเกตดูว่าท่านเห็นวัตถุก้อนสีขาวหรือก้อนสีชมพูบ้างไหม ท่านทราบไหมว่ามันคืออะไร และแตกต่างกันอย่างไร ระหว่างทางเดินท่านจะพบผักตบชวาที่ถูกกั้นอยู่ในกรอบและอาจพบนกอีโก้งหาอาหารกินอยู่ใกล้ๆ กอผักตบชวาเหล่านั้นคือ แหล่งสร้างรังวางไข่ของนกน้ำที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น คือ นกอีโก้ง และ นกพริก และยังเป็นที่หลบภัยของสัตว์น้ำอื่นๆ ด้วยศาลากลางน้ำ เป็นจูดที่น่าสนใจและเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่นำอาหารกลางวันมารับประทาน ด้วยบรรยากาศที่แวดล้อมไปด้วยความชุ่มฉ่ำของสายลมเย็นท่ามกลางกลุ่มบัวสายและจอกหูหนู มีเสียงกบ เขียด ขับ กล่อมพร้อมกับได้เห็นนกนานาพันธุ์ต่างสีต่างท่าทาง ต่างก็หากินอย่างอิสระ นับเป็นบรรยากาศที่หาได้ยากขึ้นๆ ทุกวัน หากท่านมีเวลามาก ขอแนะนำให้ท่านลงเรือไปชมความงามของทะเลน้อยในจุดอื่นๆ บ้าง 2.หมู่บ้านทะเลน้อย เดิมชาวบ้านมีอาชีพทำนาและทำประมงเป็นหลัก ปัจจุบันชาวบ้านส่วนหนึ่ง (อาจจะถึง 1 ใน 3 ) เดินทางออกไปหางานทำในต่างถิ่น ชาวบ้านที่เหลือก็ยังทำนา ทำประมง ทำหัตถกรรม (เสื่อกระจูด) ค้าขาย และรับจ้างทั่วไป แต่ที่น่าประทับใจก็คือท่านจะพบกับรอยยิ้มและอัธยาศัยไมตรีของชาวบ้านที่มีต่อนักนักท่องเที่ยวของฝากจากทะเลน้อย คงหนีไม่พ้นผลิตภัณฑ์จากต้นกระจูดที่เกิดจากฝีมือและความวิริยะอุตสาหะของแม่บ้านชาวทะเลน้อย ไม่ว่าจะเป็น เสื่อ หมวก แผ่นรองจาน แผ่นรองแก้ว กระเป๋า ฯลฯ และ ของฝากที่ขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่งของทะเลน้อยก็คือปลาดุกร้าที่อร่อยแบบสุดจะบรรยาย ต้นตำรับของปลาดุกร้าของแท้ต้องที่ทะเลน้อยเท่านั้น 3.ดงนกนางนวล ในช่วงเดือนตุลาคม-เดือนเมษายน เมื่อเรือออกจากท่าได้ราว 150 เมตร ท่านจะพบฝูงนกนางนวลเกาะอยู่ตามหลักไม้ที่ปักไว้ตามทางเข้าออกของเรือ นกนางนวลที่พบบ่อยในทะเลน้อยมี 2 ชนิด คือ นกนางนวลแกลบดำปีกขาว (Whitewinged Tern) และ นกนางนวลแกลบเคราขาว (Whiskered Tern) ท่านจะพบนกนางนวลแกลบเหล่านี้เกาะพักรวมกันตามไม้ที่ปักไว้ดังกล่าว นกทั้ง 2 ชนิดจะย้ายไปหาอาหารกินที่อื่นนอกช่วงเวลาที่กล่าวไว้ข้างต้น 4.ดงบัวสาย ผ่านจากนกนางนวลเรือจะพาท่านวนไปตามเข็มนาฬิกา จะผ่านไปในดงบัวสาย ดงบัวที่มีสีชมพู บ้านสะพรั่งในช่วงเวลา 8 โมงเช้า เมื่อแดดร้อนแรงขึ้น บัวสายจะเริ่มหุบ และจะบานเต็มที่อีกครั้งหนึ่งในวันรุ่งขึ้น บัวสายเป็นบัวพันธุ์พื้นเมืองที่แพร่กระจายทั่วไปในประเทศไทย ก้านใบสามารถนำมาประกอบอาหารได้ เช่น แกงส้ม ต้มกระทิ ผัดน้ำมัน หรือ ต้มจิ้มน้ำพริกได้ ในบริเวณดงบัวสายท่านอาจพบ นกยางกรอก นกอัญชันคิ้วขาว นกพริก หรือ นกอีแจว เดินหากินอยู่บนใบบัว ท่านสงสัยไหมว่าทำไมนกเหล่านั้นจึงเดินบนใบบัว หรือพืชน้ำ เช่น จอก แหนได้ ลองสังเกตดูความยาวของนิ้วเท้าของนกเหล่านั้นให้ดี 5.ดงนกเป็ดน้ำ นกเป็ดน้ำเป็นนกมีปีก มันบินได้และเคลื่อนย้ายที่อยู่เสมอ ส่วนมากจะพบได้ตามดงกระจูดหนูที่ไม่หนาแน่น ตามดงบัวสาย หรือ บัวหลวง นกเป็ดน้ำที่พบได้ตลอดปี คือ นกเป็ดแดง และ เป็ดคับแค (ยกเว้นเดือนสิงหาคม-ต้นเดือนตุลาคม จะเป็นช่วงที่นกเป็ดน้ำผลัดเปลี่ยนขนจะพบได้ยาก) ส่วนเป็ดลาย และเป็ดชนิดอื่นๆ จะเป็นเป็ดที่อพยพมาจากทางตอนเหนือของทวีปเอเชียพบได้เฉพาะในช่วงเดือนธันวาคม-ต้นเดือนมีนาคม ส่วนมากเราจะเข้าใกล้ฝูงนกเป็ดน้ำได้ไม่มากนัก นกจะบินหนีขึ้นพร้อมๆกันครั้งละเป็นพันๆตัว พร้อมกับเสียงกระพือปีกพรึบพรับเป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก ส่วนใหญ่คนขับเรือจะรู้ว่าจะพบนกเป็ดน้ำได้ที่ไหน 6.ดงกระจูดหนู เป็นพืชน้ำที่พบได้มาก มักขึ้นอยู่หนาแน่นเป็นกลุ่มใหญ่ๆ เป็นที่หลบภัยของนกและสัตว์น้ำ กระจูดหนูเป็นพืชที่มีลำต้นเปราะบาง ไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้เป็นวัสดุในการทำเครื่องใช้ การจังต้องต้นกระจูดหนูควรระมัดระวัง ต้นเปราะและคมอาจบาดมือท่านได้ ต้นอ่อนของกระจูดหนูเป็นอาหารของนกอีโก้งและปลาบางชนิด ที่ว่างๆในดงกระจูดหนูท่านอาจพบเป็ดคับแค หรือ สาหร่ายข้าวเหนียว พืชมีดอกไม่ใช่สาหร่ายแต่เราไปเรียกมันว่าสาหร่าย สาหร่ายข้าวเหนียวมีดอกเล็กๆสีเหลือง เป็นพืชพิเศษชนิดหนึ่งที่สามารถจับสัตว์น้ำขนาดเล็กกินเป็นอาหารได้ โดยใช้กระเปาะเล็กๆที่มีอยู่มากมายใต้น้ำเป็นกับดักจับ ลองหยุดเรือแล้วพิจารณาดูลักษณะของกระเปาะดังกล่าว 7.ศาลานางเรียม ตั้งอยู่ในบริเวณปากคลองนางเรียม เป็นศาลาที่ปลูกสร้างขึ้นกลางน้ำขนาดกลาง รับน้ำหนักได้ราว 30 คน ศาลาน้ำเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมารับประทานอาหารกลางวัน ด้วยว่ามีบรรยากาศร่มรื่น ลมเย็นสบาย (ที่สำคัญมีห้องสุขาไว้บริการ) รอบๆบริเวณศาลามีพันธุ์ไม้ที่น่าสนใจหลายชนิด เช่น บัวหลวงที่อยู่ทางด้านทิศเหนือจะมีสีขาว ส่วนทางทิศใต้จะมีสีชมพู ทางทิศตะวันตกจะพบต้นเตยน้ำหลายต้นขึ้นรวมกลุ่มกันเป็นดงใหญ่ ในตอนใกล้ค่ำนกกระยางควายจะมาอาศัยนอนและถ่ายมูลทิ้งไว้เป็นหลักฐาน 8.คลองนางเรียม เป็นคลองดั้งเดิม 1 ใน 3 คลองสำคัญ และเป็นคลองสุดท้ายที่ยังมีน้ำไหลสะดวกไม่ตื้นเขินเช่นคลองดั้งเดิมอื่นๆ แต่เดิมทะเลน้อยเคยมีจระเข้อาศัยอยู่ค่อนข้างชุกชุม และคลองนางเรียมก็เป็นคลองที่มีจระเข้ชุกชุมเช่นกัน เป็นที่น่าสนใจว่าปัจจุบันจระเข้เหลือเป็นเพียงตำนานให้เล่าขานกับเท่านั้น คลองนางเรียมมีความยาวประมาณ 2 กิโลเมตรเศษ ไหลไปออกทะเลสาบสงขลา ชาวบ้านใช้คลองนี้เป็นทางสัญจรระหว่างทะเลน้อยกับหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมทะเล สองฝั่งคลองนางเรียมยังมีพันธุ์ไม้หลายชนิดปรากฏให้เห็น เช่น ต้นลำพู ต้นกุ่มน้ำ จิกพรุ เสม็ดขาว บัวสาย บัวลินจง 9.แหลมดิน เมื่อจะพ้นคลองนางเรียมทางขวามือเป็นทุ่งโล่งมีหญ้าสั้นๆขึ้นเขียวขจี โดยเฉพาะในฤดูฝนก่อนที่น้ำจะหลากท่วมราว 1-2 เดือน เมื่อพ้นคลองนางเรียมมาแล้วจะออกสู่ทะเลสาบ เราสามารถหาที่จอดเรือแล้วขึ้นฝั่งไปเดินบนดินได้ แหลมดินเป็นจุดดูนกน้ำและนกชายเลนได้เป็นอย่างดี มีนกเด่นๆ เช่น นกตีนเทียน นกช้อนหอยขาว นกหัวโตหลังจุดสีทอง และ นกแอ่นทุ่งใหญ่ เป็นต้น ถ้าโชคดีอาจได้พบนกกาบบัว หรือ นกตะกรุม เดินหากินอยู่บ้างก็ได้ 10.ดงบัวบา จากแหลมดินคนขับเรือจะนำท่านเข้าสู่คลองบ้านกลางและกลับเข้าสู่ตัวทะเลน้อยอีกครั้งหนึ่ง ถ้าท่านสังเกตสักนิด ขณะที่เรือแล่นผ่านดงกระจูดหนูหรือที่ว่างๆท่านอาจจะเห็นบัวชนิดหนึ่งที่มีดอกสีขาวเล็กๆมีเกสรสีเหลือง นั่นแหละ บัวบา หรือ ชบาน้ำ บัวที่แปลกไปจากบัวชนิดอื่นที่ท่านเคยรู้จักมา ลองบอกให้คนขับเรือหยุดเรือ แล้วพิจารณาดูการเกิดดอก การแตกใบว่าแตกต่างจากบัวสายหรือบัวหลวงที่ท่านรู้จักมาก่อนหรือไม่ 11.ผืนน้ำกว้าง หลังจากหาคำตอบจากบัวบาได้แล้วก็ถึงเวลาที่จะกลับที่ทำการฯ (ท่าเรือ) ทะเลน้อยช่วงนี้จะเป็นผืนน้ำกว้างและค่อนข้างลึก (1-2 เมตร) ไม่ค่อยมีพืชน้ำ ถ้าดูให้ดีจะเห็นเป็ดผีว่ายน้ำดำผุดดำว่าย หาอาหารกินอยู่ไม่ไกลนัก ตามหลักไม้ที่มีผู้ปักทิ้งไว้มักจะพบนกกาน้ำเล็ก (ตัวสีดำ) เกาะกางปีกผึ่งแดดหลังจากดำน้ำหาปลากินจนอิ่มแล้ว ถ้าท่านเหนื่อยแล้วก็ลองนั่งหลับตานึกดูซิว่าการนั่งเรือเที่ยวในครั้งนี้ท่านได้ความรู้อะไรบ้าง หรือถ้าเหนื่อยนักก็นั่งหลับได้เลย หลับสักงีบเล็กๆแต่ระวังอย่าลืมตัวตกน้ำไปก็แล้วกัน
ข้อปฏิบัติในการเดินทางท่องเที่ยวทะเลน้อย เส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ทะเลน้อย ส่วนใหญ่เป็นเส้นทางที่ต้องใช้เรือเป็นพาหนะหลักในการชมธรรมชาติ การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องของนักท่องเที่ยวย่อมนำมาซึ่งความปลอดภัย ความสะดวก และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของแหล่งท่องเที่ยวควรปฏิบัติตัวดังนี้ 1.ศึกษาข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับนกน้ำและธรรมชาติของทะเลน้อยล่วงหน้า 2.ปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับของกรมป่าไม้ 3.ลงเรือด้วยความระมัดระวัง และพยายามนั่งให้น้ำหนักของผู้โดยสารกระจายอยู่กลางๆลำเรือ ขณะเรือแล่นไม่ควรยื่นมือหรือเท้าออกไปนอกเรือ หรือ ทำให้เรือเสียการทรงตัว 4.ขยะทุกชิ้นควรนำกลับมาทิ้งในถังขยะบนฝั่ง ถ้าพบขยะกรุณาเก็บมาทิ้งด้วย 5.ไม่ควรส่งเสียงดังรบกวนขณะชมธรรมชาติ 6.ไม่เก็บดอกไม้ หรือ ทำลายพืชพันธุ์ตามธรรมชาติที่ปรากฏตามทางศึกษาธรรมชาติ
คู่มือนักเดินทาง การเดินทางไปทะเลน้อย หากจะเริ่มที่กรุงเทพฯ ก็สามารถไปได้สะดวกทั้งทางรถยนต์ รถไฟ และเครื่องบิน โดยจุดหมายปลายทางอยู่ที่ตัวจังหวัดพัทลุง เครื่องบิน ต้องบินไปลงหาดใหญ่หรือตรัง แล้วนั่งรถยนต์มาที่พัทลุง และ ทะเลน้อย ตามลำดับ รถไฟ มีรถไฟผ่านสถานีพัทลุงทุกวัน ติดต่อสถานีรถไฟกรุงเทพฯ รถยนต์ มีรถประจำทางแบบธรรมดาและปรับอากาศ ออกเดินทางจากสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ (กรุงเทพฯ) ทุกวัน จากพัทลุงจะต้องนั่งรถสองแถวไปยังทะเลน้อย (มีคิวรถสองแถว พัทลุง-ทะเลน้อย อยู่ใกล้สถานีรถไฟ) โดยใช้เส้นทางหลวงสาย 4084 ผ่านอำเภอควนขนุน ตลาดปากคลอง สุดปลายทางที่ทะเลน้อย เป็นระยะทางประมาณ 32 กิโลเมตร ติดต่อที่พัก -เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย โทร.074-685230 -บ้านพักตากอากาศ "พรมเงิน" ริมทะเลน้อย โทร.074-685225
อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า ตั้งชื่อตามภูเขาที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเป็นที่รู้จักของผู้คนในจังหวัดพัทลุง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "เขาปู่" ถือเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพนับถือของผู้คนในท้องถิ่น อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า ครอบคลุมพื้นที่ 433,750 ไร่ (694 ตารางกิโลเมตร) อยู่ในท้องที่ ต.น้ำตก อ.ทุ่งสง, ต.วังอ่าง ต.เขาพระทอง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ต.หนองปรือ ต.หนองบัว ต.เขาไพร อ.รัษฎา, ต.ท่างิ้ว ต.เขาปูน อ.เมือง, ต.ช่อง ต.ละมอ อ.นาโยง จ.ตรัง ต.ชุมพล ต.ลำสินธุ์ ต.บ้านนา กิ่ง อ.ศรีนครินทร์, ต.ตะแพน ต.เขาปู่ อ.ศรีบรรพต, ต.เกาะเต่า ต.ลานข่อย อ.ป่าพะยอม, ต.กงหรา ต.ชะรัด ต.คลองทรายขาว อ.กงหรา จ.พัทลุง และได้ประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็น "อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า" โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 99 ตอนที่ 72 วันที่ 27 พฤษภาคม 2525 นับเป็นอุทยานแห่งชาติ ลำดับที่ 42 ของประเทศไทย
ลักษณะภูมิประเทศ/ภูมิอากาศเป็นเทือกเขาสูง พื้นที่โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในบริเวณป่าเทือกเขาบรรทัด มีภูเขาสูงสลับซับซ้อนมากมายมี "เขาหินแท่น" เป็นยอดเขาสูงสุด มีความสูงประมาณ 877 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นจุดแบ่งเขตระหว่างจังหวัดพัทลุงและตรัง สภาพธรณีประกอบไปด้วยเทือกเขาหินปูนจัดอยู่ในกลุ่มหินปูนทุ่งสง ยุคออร์โดวิเชียนถึงยุคไตรแอสซิสจูราสสิค อายุประมาณ 450-150 ล้านปีมาแล้ว สภาพภูมิอากาศ : จะมีเพียงฤดูร้อนและฤดูฝน ฤดูฝนอยู๋ระหว่างเดือนพฤษภาคม-ธันวาคม ฝนตกมากในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน โดยปริมาณน้ำฝนที่วัดได้ในบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า ประมาณ 2,000-2,500 มิลลิเมตร/ปี อุณหภูมิระหว่าง 20-35 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ย 27 องศสเซลเซียส พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า เป็นต้นน้ำของแม่น้ำตรังและแม่น้ำปากพนัง โดยในฝั่งจังหวัดพัทลุงเป็นแหล่งกำเนิดคลองลาไม คลองไม้เสียบ คลองน้ำใส ซึ่งจะไหลรวมเป็นคลองชะอวดและแม่น้ำปากพนัง ส่วนในฝั่งจังหวัดตรังเป็นต้นกำเนิดของคลองรำภูรา คลองละมอ ซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำตรัง
สภาพพืชพรรณ/สัตว์ป่า ส่วนใหญ่เป็น ป่าดิบชื้น ประมาณ 60% ของพื้นที่มีพรรณไม้หลายชนิดขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น ได้แก่ ไม้ยาง ตะเคียน หลุมพอ กระบาก จำปาป่า พิกุล ไข่เขียว นากบุตร พญาไม้ เป็นต้น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม พบประมาณ 60 กว่าชนิด ได้แก่ เลียงผา เสือปลา พญากระรอกเหลือง พญากระรอกดำ เก้ง กวาง กระจง หมูป่า ค่างแว่นถิ่นใต้ ชะนี อีเห็นลายพาด หมีคน หนูผีจิ๋ว ค้างคาวแม่ไก่ป่าฝน ค้างคาวปีกถุงเคราดำ ค้างคาวมงกุฎเล็ก เป็นต้น นก พบประมาณ 286 ชนิด อาทิเช่น นกแซวสวรรค์ นกกางเขนดง นกกินปลีสีเรียบ นกจับแมลงสีส้ม นกขุนแผนอกส้ม นกกระบั้งรอก นกเงือกหัวหงอก นกเขาเขียว เหยี่ยวรุ้ง นกโพระดก นกกระเต็นแดง นกกระจิบกระหม่อมแดง เป็นต้น สัตว์เลื้อยคลาน พบประมาณ 67 ชนิด อาทิเช่น งูดิน มลายู เห่าช้าง งูจงอาง กิ้งก่าบินหัวสีฟ้า ตุ๊กแกป่าใต้ งูใบ้ ตุ๊ดตู่ ตะกวด ตะพาบน้ำ เป็นต้น สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก อาทิเช่น กบหงอนมลายู กบเขาหลังตอง กบอ่อง จงโคร่ง อี่งกรวยมลายู กบชะง่อนหินเมืองใต้ กบตะนาวศรี กบว๊าก อึ่งกรายลายจุด อึ่งกรายหัวแหลม คางคกแคระ เขียดบัว เป็นต้น แมลง พบประมาณ 70 ชนิด อาทิเช่น ผึ้งหลวง จักจั่น งวงมวนแดง ด้วงกว่างห้าเขา สีเสื้อพ่อมด ผีเสื้อช่างร่อน ผีเสื้อหางติ่งอิศวร ผีเสื้อพระเสาร์ใหญ่ ผีเสื้อดาราไพรปักษ์ใต้ ผีเสื้อเจ้าป่า เป็นต้น
สถานที่ท่องเที่ยว ในบริเวณใกล้ที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ดังนี้ น้ำตกเหรียงทอง อยู่ในท้องที่หมู่ที่ 1 ต.เขาปู่ อ.ศรีบรรพต จ.พัทลุง อยู่ห่างจากชุมชนบ้านเขาปู่ประมาณ 2 ก.ม. เป็นน้ำตกขนาดเล็กที่มีความสวยงาม ชั้นที่ 13 มีจุดชมวิวสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของทะเลน้อย ถ้ำวังนายผุด อยู่ในท้องที่หมู่ที่ 5 ต.วังอ่าง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช เป็นถ้ำขนาดใหญ่ที่มีความสวยงามวิจิตรตระการตาด้วยหินงอก-หินย้อย ถ้ำมีความกว้างประมาณ 10 เมตร ความยาวประมาณ 200 เมตร ปากทางเข้าเป็นลานหินกว้างรูปทรงแปลกตา ภายในถ้ำมีทางลอดทะลุไปสู่อีกด้านหนึ่ง มีซอกหลืบถ้ำขนาดเล็กจำนวนมาก สภาพป่าโดยรอบมีความอุดมสมบูรณ์ น้ำตกควนประ อยู่ในท้องที่หมู่ที่ 5 ต.น้ำผุด อ.เมือง จ.ตรัง เป็นน้ำตกที่มีความสวยงามไหลลดหลั่นลงมา 6 ชั้น เหมาะในการลงเล่นน้ำและพักผ่อนหย่อนใจ น้ำตกปากแจ่ม อยู่ในท้องที่หมู่ที่ 3 ต.ปากแจ่ม อ.ห้วยยอด จ.ตรัง เป็นน้ำตกที่มีความสวยงามมีน้ำไหลตลอดทั้งปี สภาพป่าโดยรอบมีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะในการลงเล่นน้ำพักผ่อนหย่อนใจหรือเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ถ้ำรื่นเทพนิมิต (ถ้ำตาปู่) คือถ้ำที่สวยงามอยู่ในภูเขาเป็นสัญลักษณ์ของตำบลเขาปู่ เป็นที่สิงสถิตของวิญญาณ "ตาปู่" เป็นที่กราบไหว้ของประชาชนทั่วไป ในถ้ำแบ่งเป็น 2 ห้อง ห้องที่ 2 เป็นที่อยู่ของช้างแก้ว ซึ่งเป็นหิดสีขาวที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายลำตัวช้างโผล ่มาจากผนังถ้ำมีงวงและงาคล้ายช้าง ถ้ำรื่นเทพนิมิต ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 11 ตำบลเขาปู่ อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง ถ้ำมัจฉาปลาวน เป็นถ้ำขนาดกลาง ภายในมีหินงอกหินย้อย มีแอ่งน้ำกว้างประมาณ 100 ตารางเมตร มีฝูงปลามัดอาศัยอยู่จำนวนมาก นอกจากปลาถ้ำนี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของค้างคาวหลายประเภท อาทิ ค้างคาวหน้ายักษ์ และค้างคาวมงกุฎ เป็นต้น ถ้ำมัจฉาปลาวน อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 2.5 กิโลเมตร ข้อมูลทั่วไปอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า อยู่ห่างจากจังหวัดพัทลุง 37 กิโลเมตร สามารถเข้าถึงได้โดยทางรถยนต์ จากตัวเมือง จังหวัดพัทลุง ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 41 ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร แยกซ้ายเข้าทางหลวงจังหวัดหมายเลข 4164 ระยะทาง ประมาณ 17กิโลเมตร และแยกซ้ายเข้าไปประมาณ 3 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ เส้นทางสายนี้สามารถไปบรรจบกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 เพื่อเดินทางไปจังหวัดตรังได้ ในการประกอบกิจกรรมนันทนาการในเขตอุทยานแห่งชาติเขาปู่ เขาย่า ไม่ว่าจะเป็น การเดินป่า การเล่นกีฬา ดูนก การปิกนิก การพักแรมค้างคืน การก่อกองไฟ ให้กระทำเฉพาะในเขตหรือบริเวณที่เจ้าหน้าที่กำหนดไว้เท่านั้น ไม่ควรกระทำหรือส่งเสียงอื้อฉาวรบกวนคนหรือสัตว์ ไม่เดินออกนอกเส้นทางถาวร และปฎิบัติตนตามที่เจ้าหน้าที่ได้ทำเครื่องหมายไว้ สำหรับผู้ที่พักแรม ต้องเตรียมเครื่องนอนและอุปกรณ์ในการพักแรมไปเอง และต้องเก็บและทำความสะอาดที่พักให้เรียบร้อย เมื่อเลิกใช้แล้ว ต้องระมัดระวังมิให้ไฟลุกลามไปยังที่อื่น หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สิ่งอำนวยความสะดวก ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เป็นศูนย์ข้อมูลและให้บริการทางด้านการท่องเที่ยว มีเจ้าหน้าที่คอยบริการให้คำแนะนำเดินป่าศึกษาธรรมาชาติ จัดกิจกรรมค่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บริการรับจองบ้านพัก สถานที่จัดประชุมสัมมนา มีห้องประชุมขนาดเล็กความจุประมาณ 23 คน ห้องประชุมขนาดกลางความจะประมาณ 100 คน และมีห้องสมุดขนาดเล็ก ศูนย์ข้อมูลและนิทรรศการ เป็นศูนย์ให้บริการด้านข้อมูลและจัดแสดงนิทรรศการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพและอื่นๆ ที่น่าสนใจ
บ้านพักนักท่องเที่ยว ทางอุทยานมีบ้านพักบริการ จำนวน 11 หลัง และสถานที่กางเต็นท์ (ค่ายพักแรม) เพื่อบริการนักท่องเที่ยวบ่อน้ำร้อนเขาชัยสนสถานที่ตั้ง หมู่ที่ 3 ตำบลเขาชัยสน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง อยู่ห่างจากอำเภอเมืองพัทลุง ประมาณ 25 กม. ห่างจาก องค์การบริหารส่วนตำบล ประมาณ 500 เมตร การเดินทาง สามารถเดินทางด้วยรถยนต์ และรถไฟ สภาพทั่วไป เป็นแอ่งน้ำร้อน อุณหภูมิประมาณ 60 องศาเซลเซียส อยู่บริเวณเชิงเขาชัยสน ประชาชนเชื่อกันว่าเป็นแอ่งน้ำศักดิ์สิทธิ สามารถอาบรักษาโรคผิวหนังได้ อุณหภูมิของน้ำจะสูงขึ้นหากได้รับแรงสะเทือน มีน้ำร้อนใหลตลอดเวลา สภาพปัจจุบัน ได้รับปรุงปรุงให้เป็นที่ท่องเที่ยว โดยทำการปรับปรุงสถานที่อาบน้ำ บ่อพักน้ำร้อน อาคารที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว ปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบ ก่อสร้างบันใดขึ้นชมถ้ำบริเวณข้างเคียง ก่อสร้างสถานที่จำหน่ายสินค้า เหมาะสำหรับการพักผ่อนเป็นครอบครัว การให้บริการ บริการที่พัก 600 บาทต่อ 1 คืน อาบน้ำแร่ในสระฟรี มีบริการอาบน้ำแร่ฝักบัว แช่อ่าง ร้านจำหน่ายอาหารและผลิตภัณฑ์ จำนวน 12 ร้าน
ติดต่อจองที่พักได้ที่ -องค์การบริหารส่วนตำบลเขาชัยสน โทร 0-7469-1405 -บ่อน้ำร้อนเขาชัยสนโทร 0-7469-1590วัดวังที่ตั้ง : บ้านลำปำ ตำบลลำปำ อำเภอเมืองเส้นทางคมนาคม : จากศาลากลางจังหวัดพัทลุงไปทางทิศตะวันออกตามถนนลาดยางสาย ราเมศวร์-อภัยบริรักษ์ (พัทลุง-ลำปำ) ประมาณ 7 กิโลเมตรความสำคัญต่อชุมชน : ภายในวัดมีอุโบสถก่ออิฐถือปูน จิตรกรรมฝาผนังเรื่องพุทธประวัติ วิหารคต พระพุทธรูปปูนปั้น พระพุทธรูปสำริด และเจดีย์ก่ออิฐถือปูน มีความสำคัญทางด้านศิลปกรรมและเป็นที่เคารพนับถือขอวประชาชนทั่วไป และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดพัทลุงด้วยสภาพแวดล้อม : พื้นที่เป็นที่ราบมีกำแพงล้อมรอบด้านทิศตะวันตกและทิศใต้มีคลองน้ำเชี่ยวไหลผ่าน บริเวณรอบโบราณสถานมีต้นไม้ยืนต้นให้ความร่มรื่นเป็น มะม่วง ชมพู่ อโศก มะพร้าว และต้นโพธิ์ อาคารโบราณสถานได้รับการบูรณะจากกรมศิลปากร แต่มีบางส่วนอยู่ในสภาพชำรุด เช่น วิหารคด พระพุทธปูนปั้น 108 องค์ เป็นต้น สถานภาพ : ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเขาเจ็ดยอดเขาเจ็ดยอด อยู่บนเทือกเขาบรรทัดเป็นผืนป่า ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ เป็นแหล่งกำเนิดของต้นล้ำลำธารที่มีความสำคัญหลายสาย ไหลลงสู่พื้นที่ราบในจังหวัดพัทลุง ตรัง สตูล และจังหวัดสงขลา อดีตเคยเป็นเขตการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) โดยเป็นแหล่งช่องสุมกำลังที่ใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของภาคใต้ แต่ปัจจุบันผืนป่าแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่กว้างบนสันเขาที่มียอดเขาสูงไล่เลี่ยกัน 7 ยอดจนเป็นที่มาของชื่อ "เขาเจ็ดยอด" เป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นได้ทั้งทางฝั่งทะเลอันดามันและฝั่งทะเลอ่าวไทย สภาพอากาศโดยทั่วไปจะหนาวเย็นตลอดทั้งปี บริเวณโดยรอบถูกปกคลุมด้วยมีต้นไม้แคระสลับกันทุ่งหญ้ากว้าง การเดินทางจากตัวเมืองพัทลุงขึ้นเขาเจ็ดยอด สามารถขึ้นได้ทางน้ำตกไพรวัลย์ โดยใช้ระยะเวลาในการเดินทั้งไปและกลับรวม 3 วัน 2 คืน นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปกางเต็นท์บนเขาเจ็ดยอด และสัมผัสทะเลหมอกในยามเช้า ชมแสงสียามค่ำคืนจากแสงไฟในตัวเมืองที่อยู่รายรอบทั้ง 4 จังหวัด คือ พัทลุง ตรัง สตูล และสงขลา ในยามเช้า เทือกเขาบรรทัดที่เขาเจ็ดยอดแสงแดดอ่อน ๆ ทอดแสงเงาลงตามเหลี่ยมเขาแลเห็นเป็นสีส้ม สวยงามและอบอุ่น และเมื่อมองลงไปเบื้องล่างยังฟากภูเขาตะวันตก จะมองเห็นฝั่งทะเลอันดามันและจังหวัดตรัง ถูกโอบคลุมด้วยปุยหมอกขาวนวลอยู่ลิบ ๆ บรรยากาศช่างน่าหลงไหลยิ่งนัก น้ำตกหนานสูง ตั้งอยู่บนเทือกเขาบรรทัด หมู่ที่ 2 ตำบลคลองทรายขาว อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง ซึ่งทางองค์การบริหารส่วน-ตำบลคลองทรายขาว ร่วมกับราษฎรได้พัฒนาเส้นทางเข้าสู่น้ำตก เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกแห่งหนึ่ง น้ำตกหนานสูงนับได้ว่ายังมีสภาพอุดมสมบูรณ์ของพรรณไม้นานาชนิด เนื่องจากยังไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าสัมผัสมาก่อน เป็นน้ำตกที่มีน้ำไหลตลอดปี ลดหลั่นลงมาตามโขดหินสูง นับสิบชั้น แต่ที่สวยงามคือหนานสูงที่มีน้ำไหลลงมาจากโขดหินสูง เป็นทางยาว นอกจากนั้นยังมีหนานสิ้นปลา และหนานหรูด ซึ่งสามารถเล่นสไลด์ตามความลาดของแผ่นหินได้อย่างสนุกสนานและปลอดภัย จังหวัดพัทลุงร่วมกับทาง อบต. จะเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวแถบเทือกเขาบรรทัดแห่งใหม่ แต่จะมีการควบคุมให้ท่องเที่ยวแบบธรรมชาติจริง ๆ เพื่อให้น้ำตกไม่เสื่อมโทรมและสามารถเป็นต้นน้ำลำธารหล่อเลี้ยงชาวพัทลุงได้อย่างยั่งยืนน้ำตกมโนราห์ เป็นน้ำตกขนาดกลาง น้ำใสมีสีเขียวไหลแรงลงสู่ลำธาร ซึ่งประกอบไปด้วยโขดหิน เกาะแก่งเป็นระยะทางยาว อีกทั้งยังมีสะพานแขวนให้นักท่องเที่ยวได้เดินชมกันอีกด้วย เหมาะอย่างยิ่งในการพักผ่อนและเล่นน้ำ ตั้งอยู่ที่บ้านทุ่งนาโพธิ์ พื้นที่ความรับผิดชอบของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด อยู่ก่อนถึงน้ำตกไพรวัลย์ เมื่อถึงบริเวณลานขอดรถแล้วเดินเท้าเข้าไปอีกประมาณ 500 เมตร ทางเดินมีบันไดให้เดินได้อย่างสะดวกสบายเกาะสี่ - เกาะห้า ตั้งอยู่ในทะเลสาบสงขลา เขตพื้นที่ หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะหมาก อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง เกาะแห่งนี้เป็นที่อยู่ของนกอีแอ่นทะเลเป็นจำนวนมาก จึงถูกเรียกว่า "เกาะรังนก" เป็นที่ตั้งของถ้ำถึง 78 แห่ง ซึ่งเป็นที่อยู่ของนก "อีแอ่น" นกเศรษฐกิจของจังหวัดพัทลุง ที่สามารถผลิตรังนกจนได้รับการกล่าวขานจากทั่วโลกว่า "ประเทศไทยคือ 1 ใน 3 ของประเทศทั่วโลกที่ค้ารังนก และรังนกอีแอ่นของจังหวัดพัทลุงเป็นรังนกที่สวยและมีคุณภาพดีที่สุดในโลก เพราะอยู่ในเขตพื้นที่สามน้ำ คือน้ำเค็ม น้ำกร่อย และน้ำจืด คลองหูแร่ พัทลุง มีศักยภาพด้านการเกษตร กิจกรรมต่อเนื่องนอกจากแปรรูปผลผลิตแล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ขณะนี้หลายพื้นที่กำลังทำ บางแห่งเริ่มทำ หลายชุมชนกำลังเรียนรู้อย่างเข้มข้น หลายชุมชนทำอย่างโดดเดี่ยว แต่ทุกพื้นที่มีสิ่งดีๆ ที่ควรยกย่อง คือความตั้งใจทำ เพราะงานลักษณะนี้ เห็นผลช้ากว่าก่อสร้างถาวรวัตถุ แต่เป็นผลงานอันยั่งยืน ควรภาคภูมิใจและดีใจแทนประชาชนในพื้นที่นั้นๆ เช่น สภาลานวัดตะโหมดทำท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ป่าชุมชนเขาหัวช้าง การเน้นทางวัฒนธรรม ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอำเภอป่าบอน องค์กรชุมชนของภาคประชาชนแท้จริง กำลังทำท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ อ่างเก็บน้ำคลองป่าบอนน้ำตกหนานฟ้า น้ำตกแม่แตง และพื้นที่ใกล้เคียง องค์กรชุมชนบ้านพรุพ้อโคกทราย กำลังเข็นเรื่องฝึกรำมโนราห์ ชุมชนใกล้น้ำตกไพรวัลย์ก็เข้าร่วมจัดการการท่องเที่ยวน้ำตกไพรวัลย์ และที่อื่นๆก็กำลังทำ อำเภอบางแก้ว ก็กำลังมีสิ่งดีเกิดขึ้น อำเภอนี้มี 3 ตำบล มีถนนเอเชียตัดผ่าน มีทะเลสาบ มีทุ่งนา มีสวนยางพารา มีไร่นาสวนผสม มีสถานที่สำคัญและน่าสนใจหลายแห่ง เช่น การแกะรูปหนังตะลุงชื่อดังและฝีมือดี คือ นายอิ่ม จันทร์ชุมและคณะ ซึ่งเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป นอกจากนั้นแอ่งน้ำหรือธารหูแร่ ก็ลือชื่อมานานในแง่ของสถานที่พักผ่อน และที่รับประทานอาหาร ล่าสุดองค์การบริหารส่วนตำบลท่ามะเดื่อ ซึ่งนายวุฒิสาร ธัญญพานิช เป็นประธานกรรมการบริหาร ร่วมกับคณะจัดให้มีแพล่องคลองหูแร่ ต้นน้ำคลองนี้คือป่าใหญ่แห่งเทือกเขาบรรทัด บริเวณอำเภอตะโหมดและกงหรา โครงการนี้น่าสนใจ จุดเด่นคือตลิ่งสูง 2 เมตร มีรากไม้ระโยงระยาง เถาวัลย์ที่ไต่ต้นไม้ เสียงนกบางชนิดร้องให้ได้ยินอยู่บ้างพอเพลิดเพลิน คลองคดเคี้ยวไปตลอดเส้นทาง นมแมวควายออกดอกสีม่วงกลีบโต บางช่วงมีเด็กๆ เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน ผ่านบ้านเรือนไม่กี่หลังแสดงว่าไม่มีการรุกคลอง สภาพน้ำดูใสสะอาดไร้ขยะ มีอยู่บ้างก็ใบไม้กิ่งไม้ กอไผ่ขนาดใหญ่ที่โดนกระแสน้ำพัดพา แพถึงสะพานทางรถไฟ คลองช่วงนี้กว้างกว่า 30 เมตร มีต้นตะแบก ปอ นุ่น ผ่านสะพานโคกขี้แรด บริเวณใกล้เคียงแถบนี้ อบต.ชำนิ ปลอดประสม วิทยากรพิเศษกิจกรรมครั้งนี้ บอกว่า อบต.มีแผนจะก่อสร้างที่ประชุม และที่พักบริการนักท่องเที่ยวด้วย แพถึงจุดหมายที่บ้านสังเขย่า หมู่ที่ 3 ตำบลท่ามะเดื่อ ซึ่งคลองกว้างที่สุด มีกระชังเลี้ยงปลาทับทิมอยู่หลายกระชัง โปรแกรมล่องแพของ อบต.ท่ามะเดื่อ ในรอบประเดิมจึงจบสิ้นลง ท่ามกลางความประทับใจของผู้ร่วมกิจกรรม แม้จะใช้เวลาเดินทางเที่ยวเดียวประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ผู้สนใจที่เคยไปเยือนหูแร่เพื่อรับประทานอาหาร นั่งพักผ่อนหย่อนใจกับครอบครัวและญาติมิตรที่เคารพรัก วันนี้สามารถล่องแพได้อย่างมีความสุขเต็มที่ ในราคาบริการเพียงคนละ 40 บาทเท่านั้น ที่ขอฝากคือ ควรไปเป็นหมู่คณะจะดีกว่า เพราะไม่ต้องรอคนเต็มลำ เนื่องจากแพสามารถบรรจุคนได้ถึง 40 คน แต่ถ้าจะเหมาลำก็ได้ สนใจติดต่อที่ อบต.ท่ามะเดื่อ หรือที่ว่าการอำเภอบางแก้วได้เช่นกัน
แหลมจองถนน ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลจองถนน อำเภอเขาชัยสน ห่างจากตัวเมืองพัทลุงประมาณ 39 กิโลเมตร ตามเส้นทางหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) พัทลุง - หาดใหญ่ ประมาณ 20 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายตรงสี่แยกเขาชัยสน(บ้านท่านางพรหม) ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 4018 อีกประมาณ 19 กิโลเมตร ผ่านที่ว่าการอำเภอเขาชัยสนไปจนถึงริมทะเลบ้านจงเก จะพบกับผืนดินที่เป็นแหลมยื่นออกไปกลางทะเลสาบสงขลา เรียกกันว่าแหลมจองถนน เป็นจุดที่สามารถชมทัศนียภาพของทะเลสาบสงขลาที่สวยงาม โดยเฉพาะยามพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า และสามารถสัมผัสชีวิตชาวเลของชาวบ้านแถบถิ่นนั้นได้อย่างใกล้ชิดอีกด้วยจุดชมวิวควนเลียบ ที่บ้านทุ่งเคียน ต.โคกม่วง อ.เขาชัยสนวัดป่าขอม สถานที่ : วัดป่าขอมที่ตั้ง : บ้านลำปำ ตำบลลำปำ อำเภอเมืองเส้นทางคมนาคม : จากศาลากลางจังหวัดพัทลุง ไปทางทิศตะวันออกตามถนนลาดยางสายราเมศวร์-อภัยบริรักษ์ (พัทลุง-ลำปำ) ประมาณ 6 กิโลเมตร มีถนนลาดยางแยกไปทางทิศใต้ 1 กิโลเมตรความสำคัญต่อชุมชน : ภายในวัดมีซากฐานเจดีย์ก่อด้วยอิฐ 1 องค์ พระพุทธรูปหินทรายแดง 3 องค์ ประดิษฐานในอุโบสถ ใบพัทธเสมาหินทรายแดง 2 ใบ พระประธานประชาชนเรียกว่า "พระพุทธนิมิตร" เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนในท้องถิ่นมาก และเป็นหลักฐานที่สำคัญทางด้านศิลปโบราณคดีของจังหวัดพัทลุงสถาพแวดล้อม : พื้นที่วัดมีคูน้ำล้อมรอบ ปัจจุบันตื้นเขินมากแล้ว รอบๆอุโบสถและฐานเจดีย์มีต้นไม้เตี้ยๆปกคลุมอยู่ทั่วไป พระพุทธรูปหินทรายแดง ได้รับการบูรณะใหม่ แต่ฐานเจดีย์ถูกทิ้งไว้รกเป็นป่าหนาม ยังไม่มีการขุดแต่งหรือขุดค้นทางโบราณคดีสถานภาพ : ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมืองเก่าบ้านควนแร่ ตั้งอยู่ที่ : บ้านควนแร่ ตำบลควนมะพร้าว อำเภอเมืองพัทลุงเส้นทางคมนาคม : จากศาลากลางจังหวัดพัทลุงไปทางทิศตะวันออกตามถนนลาดยางสายราเมศวร์-อภัยบริรักษ์ (พัทลุง-ลำปำ) ประมาณ 5 กิโลเมตร มีถนนลาดยางแยกไปทางทิศใต้ประมาณ 200 เมตรความสำคัญต่อชุมชน : ชุมชนโบราณเคยเป็นที่ตั้งเมืองพัทลุงในสมัยอยุธยา บริเวณเมืองเก่าได้พบเครื่องปั้นดินเผา พระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่สำคัญของท้องถิ่นสภาพแวดล้อม : พื้นที่เมืองเก่าตั้งอยู่ริมควนสูงมีร่องรอยของกำแพงและคูน้ำเหลืออยู่บ้างเล็กน้อย ด้านทิศเหนือเป็นวัดควนแร่ และคลองควนแร่ไหลผ่าน บริเวณตั้งเมืองประชาชนปลูกสร้างงานเรือนอาศัยมีต้นไม้ยืนต้น เช่น ไม้ยาง ขอบ มะม่วง มะขาม แนวกำแพงเดิมมีต้นไผ่เป็นระยะ ส่วนที่ด้านทิศตะวันออกมีถนนสายบ้านควนแร่-บ้านควนกุฏิ ตัดผ่านตัวเมืองไปบางส่วน รอบๆเนินเป็นที่ราบทำนาข้าว
เมืองเก่าบ้านควนแร่ถ้ำมาลัย ถ้ำนี้อยู่ในเทือกเขาเแดียวกันกับภูเขาอกทะลุ ถูกค้นพบโดยพระธุดงค์จากภาคอีสาน ชื่อพระมาลัย จึงได้ตั้งชื่อตามผู้ค้นพบ ภายในถ้ำมีลักษณะกว้างขวางสลับซับซ้อน มีหินงอกหินย้อยสวยงามมาก และมีแอ่งน้ำใสอยู่ตอนในสุดของถ้ำ การเดินทางจากสถานีรถไฟประมาณ 2 กิโลเมตร บนเส้นทางหลวงหมายเลข 4047 ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 7-8 จะมีทางลาดยางแยกซ้ายมือเข้าไปอีก 2 กิโลเมตร
วังเจ้าเมืองพัทลุง เดิมเป็นที่ว่าราชการและเป็นที่พักอาศัยของเจ้าเมืองพัทลุง ปัจจุบันยังเหลืออยู่ส่วนหนึ่ง คือ วังเก่า สร้างในสมัยพระยาพัทลุง (น้อย จันทโรจวงศ์) เป็นผู้ว่าราชการ ต่อมาวังได้ตกทอดมาจนถึงนางประไพ มุตามะระ บุตรีของหลวงศรีวรฉัตร ส่วนวังในสร้างเมื่อ พ.ศ.2432 โดยพระยาอภัยบริรักษ์จักราวิชิตพิพิธภักดี (เนตร จันทโรจนวงศ์) บุตรชายของพระยาพัทลุง ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการ ปัจจุบันนี้วังนี้ทายาทตระกูล " จันทโรจนวงศ์ " ได้มอบให้เป็นสมบัติของชาติ ปัจจุบันวังเจ้าเมืองพัทลุงได้รับการดูแลโดยกรมศิลปากร การเข้าชมต้องเสียค่าผ่านประตู คนไทย 5 บาท คนต่างชาติ 30 บาท เปิด 09.00-12.00 น. และ 13.00-16.00 น. ปิดในวันจันทร์อังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์ถ้ำวัดคูหาสวรรค์ ที่ตั้ง : ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุงเส้นทางคมนาคม : จากที่ว่าการอำเภอเมืองพัทลุง ไปทางทิศตะวันออกตามถนนลาดยางสาย ช่วยทุกขราษฎร์คูหาสวรรค์ ประมาณ 1 กิโลเมตร มีทางเดินเท้าและบันไดปูน ประมาณ 100 เมตรความสำคัญต่อชุมชน : ภายในถ้ำมีพระพิมพ์ดินดิบ พระพุทธรูปปูนปั้น 35 องค์ พระพุทธไสยาสน์ 1 องค์ ผนังถ้ำมีจารึกพระปรมาภิไธยย่อ จปร. ปปร. ภปร. และ พระนามาภิไธยย่อ สก. และ ส.บ. เป็นสถานที่ชาวบ้านนับถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดพัทลุงสภาพแวดล้อม : เขาคูหาสวรรค์หรือเขาหัวแตก เป็นเขาหินปูนขนาดใหญ่ รอบๆเชิงเขาเป็นที่ตั้งของชุมชนหนาแน่น เนื่องจากตั้งอยู่กลางเมืองพัทลุง ยกเว้นเชิงเขาทางทิศเหนือ มีบ้านเรือนตั้งอยู่น้อย ส่วนใหญ่เป็นที่ราบทำนาข้าว เป็นเขตควบคุมของสำนักผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ถ้ำพระคูหาสวรรค์ตั้งอยู่ทางเชิงเขาด้านทิศตะวันออก ภายในถ้ำได้รับการปรับปรุง และมีการบูรณะที่ขาดหลักวิชามาหลายครั้ง จนทำให้สภาพแวดล้อมศิลปกรรมเสียหายมาก ไม่เหลือความสวยงาม และจิตวิญญาณของแหล่งศิลปกรรมในอดีตสถานภาพ : ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานวัดเขาเมืองเก่า ที่ตั้ง : บ้านคอกวัว ต.ชัยบุรี อ.เมือง จ.พัทลุงเส้นทางคมนาคม : จากศาลากลางจังหวัดพัทลุงไปทางทิศเหนือ ตามถนนลาดยางสายพัทลุง-ควนขนุน ประมาณ 2.5 กิโลเมตร มีถนนลาดยางแยกไปทางทิศตะวันออก แล้ววกไปทางทิศเหนือประมาณ 7 กิโลเมตรความสำคัญต่อชุมชน : เป็นสถานที่ที่ประชาชนเคารพถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ มีผลในแง่ทางด้านจิตใจ และมีความสำคัญ ในด้านศึกษาสถาปัตยกรรมท้องถิ่นด้วยสถานภาพ : ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเจดีย์เขาอกทะลุ ที่ตั้ง : ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุงเส้นทางคมนาคม : จากศาลากลางจังหวัดพัทลุงไปทางทิศตะวันออก ตามถนนลาดยางสายราเมศวร์-อภัยบริรักษ์ (พัทลุง-ลำปำ) ประมาณ 2 กิโลเมตร มีถนนลูกรังแยกไปทางทิศเหนือเลียบเชิงเขาอกทะลุประมาณ 500 เมตร มีทางเดินเท้าขึ้นภูเขาสูง 245 เมตรความสำคัญต่อชุมชน : ซากเจดีย์หักพังเหลือแต่ฐานก่อด้วยอิฐถือปูน ประชาชนนับถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และทางราชการได้นำรูปภูเขาและเจดีย์เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดพัทลุง และเป็นหลักฐานที่สำคัญของแหล่งโบราณคดีเขาอกทะลุสภาพแวดล้อม : ซากเจดีย์ตั้งอยู่บนยอดเขาอกทะลุสภาพแวดล้อมเป็นพื้นหินราบ องค์เจดีย์ถูกฟ้าผ่ามาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง เนื่องจากไม่มีการติดสายล่อฟ้า เส้นทางขึ้นสู่เจดีย์บางช่วงเป็นหน้าผาสูงชัน ยากแก่การอนุรักษ์และซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์สวยงามได้สถานภาพ : ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน
artilynoreply@blogger.com2tag:blogger.com,1999:blog-4086595635849825714.post-59804512196007277242009-03-31T04:27:00.000-07:002009-04-10T08:03:55.127-07:00สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดกระบี่
ตราประจำจังหวัดกระบี่หอยเก่า เขาตระหง่าน ธารสวย รวยเกาะ เพาะปลูกปาล์ม งามหาดทราย ใต้ทะเลสด มรกตอันดามัน
จังหวัดกระบี่ ตั้งอยู่ทางชายฝั่งทะเลด้านตะวันตก คือทะเลอันดามัน ติดต่อกับจังหวัดพังงา และสุราษฎร์ธานีทางด้านทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดตรังทางด้านทิศใต้ และติดต่อกับจังหวัดสุราษฎร์ธานีกับจังหวัดนครศรีธรรมราชทางด้านตะวันออก ตัวจังหวัด ตั้งอยู่ระหว่างแนวเทือกเขาที่สำคัญของภาคใต้สองแนวคือ แนวเทือกเขาภูเก็ตอยู่ทางทิศตะวันตก แนวเทือกเขานครศรีธรรมราชอยู่ทางทิศตะวันออก เป็นเทือกเขาที่ต่อเนื่องมาจาก เทือกเขาตะนาวศรี พื้นที่ส่วนใหญ่มีภูเขาหินปูนเป็นลูกโดด ๆ เตี้ย ๆ มีถ้ำหินปูน บ่อน้ำร้อนและแอ่งน้ำที่เกิดจากการยุบตัวของแผ่นดิน สลับกับพื้นที่แบบลูกคลื่นลอนลาด ที่ราบเชิงเขาที่ลาดเอียงไปทางชายฝั่งด้านใต้ และด้านตะวันตก และที่ราบแคบ ๆ แถบชายฝั่ง พื้นที่ตอนกลางมีแนวภูเขาที่สำคัญคือ ภูเขาพนมเบญจาอยู่ในเทือกเขาภูเก็ต วางตัวอยู่ในแนวเหนือ - ใต้ เป็นภูเขาที่มียอดเขาสูงสุดในแนวเทือกเขาภูเก็ต คือสูง 1,400 เมตร เป็นแนวสันปันน้ำ ด้านตะวันตกไหลลงสู่อ่าวพังงา ด้านตะวันออกไหลลงสู่แม่น้ำกระบุรี ด้านทิศเหนือไหลลงสู่แม่น้ำตาปี ในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดกระบี่มีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 160 กิโลเมตร เป็นชายฝั่งทะเลยุบตัวอันเกิดจากการยุบตัวของเปลือกโลกใกล้กับแนวแผ่นดิน มีลักษณะเว้าแหว่ง และสูงชันต่างกัน บางบริเวณมีภูเขาติดกับชายฝั่งทะเล เช่น เขากาโรส และมีเกาะอยู่นอกชายฝั่งอยู่ถึง 130 เกาะ ในบรรดาเกาะดังกล่าวมีผู้คนอาศัยอยู่เพียง 13 เกาะ เกาะที่สำคัญได้แก่ เกาะลันตา เกาะจำ เกาะพี - พี เกาะศรีบอยา เกาะไหง และ อื่นๆ พื้นที่ชายฝั่งส่วนใหญ่เป็นป่าชายเลนไหล่ทวีปผืนแคบ ๆ มีหาดทรายอยู่น้อย มีบางบริเวณถูกแรงบีบอัดของเปลือกโลก ทำให้ท้องทะเลเดิมถูกยกตัวขึ้นมาอยู่บนชายฝั่ง เช่น พื้นที่บริเวณสุสานหอย 75 ล้านปี ที่บ้านแหลมโพธิ ตำบลไสไทย อำเภอเมือง ฯ เมืองกระบี่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าพระยานครศรีธรรมราชให้พระปลัดเมืองมาตั้งเพนียดจับช้างที่บ้านปกาไส ต่อมามีผู้คนมากขึ้นก็ยกฐานะเป็นแขวงเมือง แล้วได้รวบรวมแขวงเมืองต่างๆที่อยู่ใกล้เคียงยกฐานะขึ้นเป็นเมืองกระบี่ แต่เนื่องจากไม่มีรายละเอียดว่าเป็นปลัดท่านใด จึงไม่สามารถกำหนดระยะเวลาลงไปได้ อย่างไรก็ตามก็มีการสันนิษฐานว่า การตั้งเพนียดจับช้างที่ปกาไสนั้นน่าจะเกิดปลายสมัยเจ้าพระยานคร (พัด) ซึ่งปกครองเมืองนคร ฯ อยู่ 27 ปี ถึง พ.ศ.2354 ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2415 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ยกฐานะแขวงเมืองปกาสัยขึ้นเป็นเมืองและทรงพระราชทานนามว่า “เมืองกระบี่” โดยให้ตั้งที่ทำการบริหารราชการอยู่ที่ตำบลกระบี่ใหญ่(บ้านตลาดเก่า) ในท้องที่อำเภอเมืองของเมืองนครศรีธรรมราช มีเจ้าเมืองคนแรกชื่อหลวงเทพเสนา และต่อมาในปี พ.ศ. 2418 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้แยกเมืองกระบี่ ออกจากการปกครองของเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองจัตวา ขึ้นตรงต่อกรุงเทพมหานครสำหรับการตั้งเมืองนั้น เมื่อ พ.ศ. 2433 พระยารัษฎานุประดิษฐ์ (คอ ซิบบี้ ณ ระนอง) สมุหเทศาภิบาล ประสงค์จะให้เมืองอยู่ใกล้กับท่าเรือสามารถติดต่อกับต่างประเทศได้สะดวกจึงได้ย้ายศาลากลางจากตลาดเก่ามาตั้ง ณ ที่ตั้งปัจจุบัน ต่อมาปี พ.ศ. 2475 ศาลากลางหลังเก่าทรุดโทรมมากจึงได้ตั้งขึ้นใหม่ ณ ริมแม่น้ำกระบี่ ตำบลปากน้ำ ตรงข้ามที่ดั้งเดิมไปทางทิศตะวันออก
ปัจจุบันนี้ เมืองเจริญขึ้น ศาลากลางหลังเก่าคับแคบ และทรุดโทรม จึงได้สร้างอาคารศาลากลางหลังใหม่ขึ้น หันหน้าไปทางพระบรมมหาราชวัง เมื่อ พ.ศ. 2510ความหมายของคำว่า “กระบี่” มีตำนานเล่าลือกันมาว่า ชาวบ้านได้ขุดพบมีดดาบเล่มหนึ่ง ได้นำมามอบให้กับเจ้าเมืองกระบี่ ต่อมาไม่นานก็ขุดพบมีดดาบเล็กอีกเล่มหนึ่งรูปร่างคล้ายกับมีดดาบเล่มใหญ่ และได้นำมามอบให้กับเจ้าเมืองกระบี่ เช่นกัน เจ้าเมืองเห็นว่าควรเก็บไว้เป็นดาบคู่บ้านคู่เมืองเพื่อเป็นสิริมงคลแต่เนื่องจากขณะนั้นยังสร้างเมืองไม่เสร็จจึงได้นำดาบไปเก็บไว้ในถ้ำเขาขนาบน้ำหน้าเมืองโดยวางไขว้กัน ลักษณะการวางจึงกลายเป็นตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดกระบี่ ในปัจจุบันยังมีการสันนิษฐานอื่น ๆ เกี่ยวกับที่มาของชื่อ “กระบี่” ในความหมายที่แปลว่า “ลิง” ว่าเมืองกระบี่ก่อนแขวงเมืองปกาสัยเป็นที่ตั้งของเมือง “บันไทยสมอ” ซึ่งเป็นเมืองในสิบสองนักษัตรขึ้นตรงต่อเมืองนครศรีธรรมราช และเมืองบันไทยสมอ ใช้ตราลิงเป็นตราประจำเมืองโดยถือเอาความหมายแห่งเมืองหน้าด่านปราการ เพราะลิงในสมัยก่อนถือว่ามีความองอาจกล้าหาญเทียบเท่าทหารกองหน้า เช่น บรรดาลิงแห่งกองทัพพระรามและในสภาพความเป็นจริงคนเฒ่าคนแก่ของเมืองกระบี่เล่าว่า ในสมัยก่อนมีลิงอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๒ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยที่ดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ได้เสด็จประพาสเมืองกระบี่ สมัยพระแก้วโกรพ (หมี ณ ถลาง) เป็นเจ้าเมือง ดังความปรากฏในจดหมายเหตุประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ร.ศ. 128 (พ.ศ. 2352) พระองค์เสด็จโดยเรือถลาง ผ่านภูเก็ต พังงา มาถึงปากน้ำกระบี่ ทางเมืองกระบี่ได้จัดขบวนเรือยาวเรือพายเป็นขบวนต้อนรับเรือเข้าจอดท่าสะพานเจ้าฟ้าพระองค์ได้เสด็จทอดพระเนตรสถานที่ราชการ ทอดพระเนตรถ้ำหนองกก ซึ่งต่อมาได้ชื่อว่าถ้ำเสด็จ ทอดพระเนตรการชนควาย มวยมลายู หนังตะลุง มโนราห์ และมะยง (มะโย่ง) วันรุ่งขึ้นเรือออกจากเมืองกระบี่ผ่านเกาะลันตา แหลมกรวด ทอดพระเนตรการงมหอยนางรม วันต่อมาเสด็จเกาะลันตา
ในปี พ.ศ. 2484 เกิดสงครามมหาเอเซียบูรพา มีกองทหารญี่ปุ่นเข้ามาตั้งอยู่ในเมืองกระบี่ 2 แห่งคือที่บริเวณบ้านทุ่งแดง และบริเวณบ้านคลองหิน ใช้อาคารโรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูลเป็นที่ตั้งกองบัญชาการ หน่วยต่อต้านญี่ปุ่นในจังหวัดกระบี่ได้ประสานงานกับเสรีไทย ผลักดันให้ญี่ปุ่นถอนทหารออกไป เรือกลไฟชื่อถ่องโห ซึ่งเดิมเป็นเรือสินค้าวิ่งขนส่งสินค้าระหว่าง ภูเก็ต - กระบี่ - ตรัง - ปีนัง ทหารญี่ปุ่นยึดเอาไปใช้ขนส่งทหารและสัมภาระ ได้ถูกตอร์ปิโดจากเรือดำน้ำฝ่ายสัมพันธมิตรยิงจมที่บริเวณเกาะหัวขวานบริเวณทะเลกระบี่ ซากเรือยังจมอยู่ใต้น้ำมาจนถึงทุกวันนี้ ในช่วงเวลาสงครามและหลังสงครามชาวกระบี่ขัดสนแร้นแค้นมากกว่าเมืองอื่น ๆ ถึงสองเท่าเพราะกระบี่ในสมัยนั้นมีความทุรกันดารเป็นปกติอยู่แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการคมนาคมทางบก ติดต่อกับจังหวัดอื่น ๆ คงมีแต่เฉพาะทางเรือที่ติดต่อกับจังหวัด ภูเก็ต พังงา ระนอง ย่างกุ้ง ปีนัง สิงคโปร์ กระบี่เป็นเมืองช้างมาแต่โบราณ การตั้งเมืองขึ้นก็เนื่องมาจากการตั้งพะเนียดจับช้างของปลัดเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อปี พ.ศ.2497 ชาวบ้านได้คล้องช้างที่บ้านป่าหนองเตา ตำบลลำทับ ปัจจุบันคือบ้านป่างาม ตำบลดินอุดม คล้องช้างได้ 6 เชือก มีช้างเผือกรวมอยู่ด้วย 1 เชือก เป็นเพศผู้ อายุประมาณ 4 ปี ให้ชื่อว่าพลายแก้ว ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2499 ทางจังหวัดได้แจ้งไปทางองค์การสวนสัตว์ขอน้อมเกล้า ฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และได้รับการสมโภชน์ขึ้นระวาง ณ โรงช้างต้น พระราชวังดุสิต เมื่อปี พ.ศ. 2502 ได้นามว่า พระเศวตอดุลยเดชพาหน ภูมิพลนวนาถบารมี ฯ เป็นช้างเผือกโท ที่ตั้ง จังหวัดกระบี่ ตั้งอยู่ทางชายฝั่งทะเลตะวันตก ติดกับทะเลอันดามัน ระหว่างเส้นรุ้ง (Latitude) ที่ 7 องศา 23 ลิปดาเหนือ ถึง 8 องศา 40 ลิปดาเหนือ และเส้นแวง (Longtitude) ที่ 98 องศา 22 ลิปดาสตะวันออก อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครไปตามทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) เป็นระยะทางประมาณ 820 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 4,708,561 ตร.กม. หรือประมาณ 2,890,187.50 ไร่
อาณาเขตติดต่อ
ทิศเหนือ ติดจังหวัดพังงาและจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ทิศใต้ ติดจังหวัดตรัง และทะเลอันดามัน
ทิศตะวันออก ติดต่อจังหวัดสุราษฎร์ธานีและจังหวัดนครศรีธรรมราช
ทิศตะวันตก ติดต่ออ่าวพังงา และทะเลอันดามัน
ลักษณะภูมิประเทศ
เนื่องจากจังหวัดกระบี่ตั้งอยู่ระหว่างแนวเทือกเขาหลัก ๆ ที่สำคัญของภาคใต้ 2 แนว คือแนวเทือกเขาภูเก็ตทางทิศตะวันตก และแนวเทือกเขานครศรีธรรมราชทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นเทือกเขาที่ต่อเนื่องจากเทือกเขาตะนาวศรี ที่ทอดตัวเป็นแนวยาว จากเหนือลงใต้ ลักษณะภูมิประเทศจึงเป็นแบบ Karst Tropography คือพื้นที่ส่วนใหญ่ จะมีภูเขาหินปูน ที่มีลักษณะเป็นภูเขาโดด ๆ เตี้ย ๆ มีถ้ำหินปูน บ่อน้ำร้อน และแอ่งน้ำที่เกิดจากการยุบตัวของพื้นดิน สลับกับพื้นที่แบบลูกคลื่นลอนลาด (Undulating) ที่ราบเชิงเขา ที่ลาดเอียงไปทางชายฝั่งด้านใต้และทิศตะวันตกของจังหวัด และที่ราบแคบ ๆ แถบชายฝั่งตอนกลางของจังหวัดกระบี่ มีแนวภูเขาที่สำคัญ คือภูเขาพนมเบญจา เป็นแนวภูเขาที่อยู่ในเทือกเขาภูเก็ต วางตัวในแนวเหนือ-ใต้ และเป็นภูเขาที่มียอดเขาสูงที่สุดในแนวเทือกเขาภูเก็ต คือยอดเขาพนมเบญจาสูง 1,400 เมตร (อยู่ในเทือกเขาพนมเบญจา พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาพนมเบญจา) ภูเขาพนมเบญจา เป็นภูเขาที่เป็นแนวสันปันน้ำแบ่งน้ำระบายไหลลงทะเลอันดามันโดยด้านทิศตะวันตกไหลลงสู่อ่าวพังงา ด้านทิศตะวันออกไหลลงสู่แม่น้ำกระบี่ และออกสู่ทะเลอันดามันทางด้านทิศใต้ ด้านเหนือไหลไปออกสุราษฎร์ธานีจังหวัดกระบี่เป็นจังหวัดที่มีชายฝั่งทะเลยาวถึง 160 กิโลเมตร ลักษณะเป็นชายฝั่งทะเลจมตัวหรือยุบตัว (Submerged Shoreline) อันเกิดจากการยุบตัวของเปลือกโลก ใกล้ ๆ กับแนวแผ่นดินมีลักษณะเว้าแหว่งสูงชันต่างกัน บางบริเวณมีภูเขาติดกับชายฝั่งทะเลเช่นเขากาโรส และมีเกาะน้อยใหญ่อยู่นอกชายฝั่งเป็นจำนวนถึง 130 เกาะ โดยในจำนวนนี้มีคนอาศัยอยู่เพียง 13 เกาะเท่านั้น โดยมีเกาะที่สำคัญ ๆ ได้แก่ เกาะลันตา เกาะจำ เกาะพี-พี เกาะศรีบอยา เกาะไหง ฯลฯ พื้นที่ชายฝั่งของจังหวัดกระบี่ส่วนใหญ่เป็นป่าชายเลนไหล่ทวีปแคบ ๆ มีหาดทรายน้อยมีบางบริเวณที่ถูกแรงบีบอัดของเปลือกโลกทำให้พื้นที่ยกตัวขึ้นมาอยู่บนชายฝั่งอีกครั้งหนึ่ง เช่น บริเวณสุสานหอย 75ล้านปี บ้านแหลมโพธิ์ ตำบลไสไทย อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่
ลักษณะภูมิอากาศจังหวัดกระบี่
มีลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบมรสุมในเขตร้อน (Monsoon climate) มีฝนตกเฉลี่ยเกือบตลอดทั้งปีเนื่องจากได้รับอิทธิพลจากทั้งลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนืออุณหภูมิในฤดูกาลต่างๆ ไม่แตกต่างมากนักคืออยู่ระหว่าง 16.9 องศา–37.3 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนตกเฉลี่ยปีละประมาณ 2,568.5 มิลลิเมตร ด้วยเหตุที่จังหวัดกระบี่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของภาคใต้ซึ่งได้รับลมมรสุมทั้งสองด้าน คือลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งจะได้รับลมอย่างเต็มที่เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-เดือนกันยายน ทำให้มีฝนตกมากและมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาวของประเทศพัดผ่านน่านน้ำอ่าวไทยได้คลายความหนาวเย็นลงจนหมดสิ้นแต่กลับอุ้มน้ำเอาไอน้ำไว้มากเมื่อพัดเข้าฝั่งและปะทะกับภูเขาทางฝั่งตะวันออกของภาคใต้ จึงทำให้ฝนตกทางฝั่งตะวันออกมากกว่าฝั่งตะวันตก และเป็นเหตุให้ฝนตกน้อยในจังหวัดกระบี่เพราะอยู่ด้านปลายลมคือเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม-เดือนมกราคมนอกจากนี้ยังมีลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มในเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือถอยไปจะมีลมระหว่างทิศใต้ และทิศตะวันออกเฉียงใต้เข้ามาแทนที่ ซึ่งเกิดจากความกดอากาศสูงในทะเลจีนใต้เป็นลมร้อนและชื้น ลมมรสุมนี้พัดประจำอยู่ตลอด 3 เดือน คือเดือนกุมภาพันธ์-เดือนเมษายน จึงทำให้มีฝนตกน้อยกว่าระยะอื่น ๆ ของปี
ฤดูกาลในจังหวัดกระบี่
มี 2 ฤดู คือ
1. ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน เป็นช่วงที่มีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันตกเฉียงใต้พัดผ่าน แต่มีฝนตกน้อยเนื่องจากภูเขาทางตอนกลางของภาคใต้ขวางกั้นอิทธิพลของลม เดือนมกราคมเป็นช่วงปลายฤดูลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจึงมีฝนตกบ้างเล็กน้อย ในเดือนกุมภาพันธ์-เดือนเมษายน เป็นช่วงลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้พัดผ่านภาคใต้ทางชายฝั่งตะวันออก อิทธิพลของลมเข้าถึงจังหวัดกระบี่น้อยมาก จึงเป็นช่วงที่ร้อนและแห้งแล้งมากที่สุดของจังหวัดกระบี่
2. ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-เดือนธันวาคม จะมีฝนตกสม่ำเสมอตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-เดือนตุลาคม เนื่องจากเป็นช่วงที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดผ่านและจังหวัดกระบี่ตั้งอยู่ด้านรับลม ปริมาณน้ำฝนประมาณ 200-300 มม.ต่อเดือน ในเดือนพฤศจิกายน-เดือนธันวาคมเป็นช่วงที่ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดผ่านอ่าวไทยและเข้าสู่ภาคใต้ทางด้านชายฝั่งตะวันออก อิทธิพลของลมเข้ามาถึงจังหวัดกระบี่ไม่มากนัก เนื่องจากมีเทือกเขานครศรีธรรมราช และเขาพนมเบญจา ขวางกั้นอิทธิพลของลมจึงทำให้มีฝนตกน้อย ปริมาณน้ำฝนในช่วงนี้ประมาณ 100 มม.ต่อเดือน
อาชีพ
1.ภาคเกษตรกรรม ที่สำคัญได้แก่ ยางพารา เป็นพืชที่มีความสำคัญมากที่สุดของจังหวัดกระบี่ พิจารณาจากการใช้พื้นที่เกษตรโดยรวมของจังหวัดคิดเป็นร้อยละ 55 (ประมาณ 661,571 ไร่) ในแต่ละปีจะมีผลผลิตยางดิบออกสู่ตลาดประมาณ 134,000 ตัน มูลค่าผลผลิตรวมกันประมาณ 2,415 ล้านบาทต่อปี รองลงมาคือปาล์มน้ำมัน คิดเป็นร้อยละ 33 ของพื้นที่เกษตรโดยรวมทั้งจังหวัด นอกนั้นมี กาแฟ, โกโก้, สวนผลไม้ (เช่นมะพร้าว มะม่วงหิมพานต์ ฯลฯ) และประมง ซึ่งมีผู้ประกอบการคิดเป็นร้อยละ 10 ของประชากรในจังหวัด
2.อุตสาหกรรม มีโรงงาน 294 แห่ง อุตสาหกรรมหลักคือ อุตสาหกรรมสกัดน้ำมันปาล์ม มีโรงงาน 10 โรง อุตสาหกรรมเกี่ยวกับยางพารา 6 โรงงาน อุตสาหกรรมแปรรูปและอัดอบไม้ยางพารา 4 โรงงาน และอุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็ง 2 โรงงาน
3.ธุรกิจการท่องเที่ยว จังหวัดกระบี่ได้รับการประกาศให้เป็นจังหวัดท่องเที่ยวตั้งแต่ พ.ศ.2538 มีแหล่งท่องเที่ยวถึง 52 แห่ง โดยแบ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ 48 แห่ง แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ โบราณสถาน 2 แห่ง และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และหัตถกรรม 2 แห่ง มีนักท่องเที่ยวมาเยือนปีละประมาณ 651,978 คน (สำนักงานการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่:2539) นับเป็นสาขาการผลิตที่นำเงินมาสู่จังหวัดกระบี่เป็นจำนวนมาก
สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในจังหวัดกระบี่
อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ครอบคลุมบริเวณท้องที่ตำบลหนองทะเล ตำบล-ไสไทย ตำบลอ่าวนาง และตำบลปากน้ำ ประกอบด้วยแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่งด้วยกัน เช่น หาดนพรัตน์ธารา อ่าวนาง สุสานหอย และหมู่เกาะพีพี
หาดนพรัตน์ธารา อยู่ห่างจากตัวเมือง 18 กิโลเมตร ชายหาดมีความยาวเกือบ 3 กิโลเมตร เดิมชาวบ้าน เรียกว่า "หาดคลองแห้ง"ทั้งนี้เพราะเมื่อน้ำลงน้ำคลองที่ ไหลมาจากภูเขาทางด้านเหนือจะแห้งขอดกลายเป็น หาดทรายยาวเหยียดทอดลงไปในทะเลบรรจบกับเกาะ เขาปากคลอง ในปี 2503 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สมัยที่ ดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้มาพักผ่อนและประทับใจใน ความงามของธรรมชาติ จึงได้ตั้งชื่อใหม่ว่า "หาดนพรัตน์-ธารา" บริเวณชายหาดมีสถานที่พัก ของอุทยานฯ บริการแก่นักท่องเที่ยว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราฯ ตู้ ป.ณ. 23 อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ 81000 หรือ ที่กองอุทยานแห่งชาติกรมป่าไม้ โทร. 579-0529
หมู่เกาะพีพี เป็นหมู่เกาะกลางทะเล อยู่ห่างจากอำเภอเมือง 42 กิโลเมตร เดิมชาวทะเลเรียกหมู่เกาะนี้ว่า “ปูเลาปิอาปิ” คำว่า “ปูเลา” แปลว่าเกาะ คำว่า “ปิอาปิ” แปลว่าต้นไม้ทะเลชนิดหนึ่งจำพวกแสม และโกงกาง ต่อมาเรียกว่า “ต้นปีปี” ซึ่งภายหลังกลายเสียงเป็น “พีพี” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นอาณาจักรแห่งบุปผาใต้สมุทรนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวหมู่เกาะนี้ส่วนใหญ่มาเพื่อดำน้ำดูปะการังดอกไม้ทะเล และปลาหลากสีสันที่สวยงาม นอกจากนั้นยังมีเกาะต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างเส้นทางเดินเรือ กระบี่-ภูเก็ต-หมู่เกาะพีพี ประกอบด้วยเกาะ 6 เกาะ คือ เกาะพีพีเล เกาะพีพีดอน เกาะยูง เกาะไม้ไผ่ เกาะบิดะนอก และเกาะบิดะใน ซึ่งแต่ละเกาะมีหาดทรายสวย น้ำทะเลใส 
สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของหมู่เกาะพีพี
เกาะพีพีดอน มีพื้นที่ประมาณ 28 ตารางกิโลเมตร จุดเด่นของเกาะคือเวิ้งอ่าวคู่ที่มีความสวยงามติดอันดับโลกของอ่าวต้นไทรและอ่าวโละดาลัม อ่าวต้นไทรเป็นที่ตั้งของท่าเรือเกาะพีพี และมีสถานที่พักและร้านค้าจำนวนมาก จากอ่าวต้นไทรสามารถเดินขึ้นเขาไปยังจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นเวิ้งอ่าวคู่ได้ เกาะพีพีดอนยังมีหาดทรายและอ่าวที่สวยงามกระจายอยู่รอบเกาะ บางแห่งมีที่พักบริการ เช่น หาดแหลมหิน หาดยาว อ่าวโละบาเทา ทางเหนือของเกาะคือ แหลมตง เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวเลประมาณ 15-20 ครอบครัว ส่วนใหญ่อพยพมาจากเกาะลิเป๊ะ ในอุทยานแห่งชาติตะรุเตา
ที่จังหวัดสตูล บริเวณแหลมตงมีธรรมชาติใต้ทะเลที่สวยงามและบนหาดมีที่พักให้บริการแก่นักท่องเที่ยว
นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือเที่ยวหรือดำน้ำดูปะการังรอบเกาะพีพีดอนและเกาะพีพีเลได้ ราคาประมาณ 1,500 บาทต่อลำต่อวัน
เกาะพีพีเล มีพื้นที่เพียง 6.6 ตารางกิโลเมตร เป็นเกาะที่เต็มไปด้วยภูเขาหินปูน มีหน้าผาสูงชันตั้งฉากกับผิวทะเลโดยรอบเกือบทั้งเกาะ มีพื้นน้ำลึกเฉลี่ยประมาณ 20 เมตร มีบริเวณน้ำลึกที่สุดประมาณ 34 เมตรอยู่ทางตอนใต้ของเกาะ เกาะแห่งนี้มีเวิ้งอ่าวสวยงาม อาทิ อ่าวปิเละ อ่าวมาหยา(สถานที่ถ่ายทำเจมส์บอน 007) อ่าวโละซามะ นอกจากนี้ทางทิศตะวันออกเฉียง
เหนือยังมีถ้ำไวกิ้ง เมื่อปี พ.ศ. 2515 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จประพาสถ้ำแห่งนี้ และทรงพระราชทานนามใหม่ว่า “ถ้ำพญานาค” ตามรูปร่างหินก้อนหนึ่งที่คล้ายเศียรพญานาค อันเป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านที่มาเก็บรังนกนางแอ่นบนเกาะแห่งนี้ ภายในถ้ำทางทิศตะวันออกและทิศใต้พบภาพเขียนสีสมัยประวัติศาสตร์ เป็นรูปช้างและรูปเรือชนิดต่างๆ เช่น เรือใบยุโรป เรือใบอาหรับ เรือสำเภา เรือกำปั่น เรือใบใช้กังหัน และเรือกลไฟ เป็นต้น สันนิษฐานว่าภาพเขียนเหล่านี้เป็นฝีมือของนักเดินเรือหรือพวกโจรสลัด เพราะจากการศึกษาเส้นทางเดินเรือจากฝั่งตะวันตกไปยังฝั่งตะวันออก บริเวณนี้อาจเป็นจุดที่เรือสามารถแวะพักหลบลมมรสุมขนถ่ายสินค้าหรือซ่อมแซมเรือได้ นกโจรสลัด เป็นนกในวงศ์นกฟีเกตที่เป็นนกขนาดใหญ่ ปีกกว้าง มีหน้าตาเหมือนนกโบราณล้านปี สามารถร่อนบินหากินได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร ในโลกมีนกวงศ์นี้อยู่ 5 ชนิด โดยพบ 3 ชนิดที่น่านน้ำอันดามัน โดยเฉพาะที่เกาะบิด๊ะซึ่งเป็นที่เดียวในเมืองไทยที่พบนกวงศ์นี้ สำหรับเจ้านกโจรสลัด พฤติกรรมของมันดูแล้วช่างคล้ายกับโจรสลัดยิ่งนัก เพราะมันจะออกหากินด้วยการบินโฉบไปมาบนท้องฟ้าคอยแย่งอาหารจากนกตัวอื่นจนผู้คนเรียกขานมันว่า“นกโจรสลัด” ซึ่งจะพบเห็นนกชนิดนี้ได้ในตอนกลางวันยามที่มันบินออกหากิน ส่วนช่วงเย็นยามตะวันชิงพลบมันจะบินกลับรังที่อยู่บนยอดเขาของเกาะบิด๊ะนับร้อยๆตัว
เกาะยูง ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะพีพีดอน มีชายหาดเป็นหาดหินอยู่ทางด้านทิศตะวันออก และมีหาดทรายเล็กน้อยตามหลืบเขา นอกจากนี้ยังมีแนวปะการังสวยงามชนิดต่าง ๆ
เกาะไม้ไผ่ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะพีพีดอน ไม่ไกลจากเกาะยูงเท่าใดนัก ด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกมีหาดทรายสวยงาม และแนวปะการังซึ่งส่วนมากเป็นแนวปะการังเขากวางทอดยาวไปถึงทางทิศใต้ของเกาะ บนเกาะมีสถานที่กางเต็นท์ สอบถามข้อมูลจากอุทยานฯ
การเดินทางไปหมู่เกาะพีพี
นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปยังหมู่เกาะพีพีได้ทั้งจากกระบี่และภูเก็ต จากท่าเรือเจ้าฟ้าในตัวเมืองกระบี่ มีเรือโดยสารออกจากกระบี่ไปเกาะพีพี วันละ 2 เที่ยว เวลา 10.00 น. และ 14.30 น. และจากเกาะพีพีกลับกระบี่ เรือออกเวลา 09.00 น. และ 13.00 น. ค่าโดยสารคนละ 150 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณสอง ชั่วโมงครึ่ง และมีเรือเร็วนำเที่ยวเช้าไปเย็นกลับ ออกจากอ่าวนาง เวลา 09.00 น. และกลับเวลา 17.00 น. ติดต่อโทร. 075-637-152-3 สำหรับบริษัท อันดามัน เวฟ มาสเตอร์ จะมีเรือโดยสารออกจากท่าเรือเจ้าฟ้า เรือออกเวลา 10.00 น. และ 14.00 น. ค่าโดยสารคนละ 200 บาท สนใจสอบถามได้ที่ บริษัท เอ ดี วี จำกัด ถนนข้าวสาร โทร. 02-281-1463-5 หรือ บริษัท อันดามัน เวฟ มาสเตอร์ จำกัด โทร. 075-630-471 ส่วนการเดินทางจากภูเก็ตมีเรือนำเที่ยวเกาะพีพีแบบเช้าไปเย็นกลับ นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อได้ที่บริษัททัวร์ทั่วไปในตัวเมืองภูเก็ต
นอกจากนี้บริเวณอ่าวต้นไทรบนเกาะพีพีดอน มีเรือหางยาวให้เช่าไปเที่ยวตามชายหาดต่าง ๆ รวมถึงเกาะพีพีเลด้วย บริษัท พีพี แฟมิลี่ จำกัด โทร. 075-612-463
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ พ.พ.4 (ทับแขก) เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานฯ ใช้เส้นทางตามทางหลวง 4200 จนถึงสี่แยกคลองจิหลาด เลี้ยวซ้ายไปตามถนนหมายเลข 4034 ตรงไปถึงสามแยกบ้านหนองทะเล เลี้ยวซ้ายตรงไปบ้านคลองม่วง และเลี้ยวขวาอีกครั้งตรงไปที่ทำการหน่วยพิทักษ์ฯ ระยะทาง 38 กิโลเมตร พื้นที่เป็นภูเขาที่สมบูรณ์ด้วยป่าไม้และสัตว์ป่า มีจุดชมวิวที่สวยงามคือหงอนนาค ซึ่งสามารถมองเห็นทัศนียภาพของทะเลกระบี่ได้อย่างสวยงาม หน่วยพิทักษ์ฯ มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ระยะทาง 3.7 กิโลเมตร ต้องมีคนนำทาง
เกาะปอดะ อยู่ทางทิศใต้ของอ่าวนาง ห่างจากฝั่งประมาณ 8 กิโลเมตร เป็นเกาะที่มีหาดทรายขาว น้ำทะเลใส บริเวณชายฝั่งของเกาะจะมองเห็นแนวปะการังหลากชนิดที่ยังสมบูรณ์ จึงเป็นแหล่งดึงดูดของนักท่องเที่ยวให้เที่ยวชมได้เกือบตลอดปี และเป็นจุดที่ตกปลาได้ดีเพราะไม่ได้รับผลกระทบจากลมมรสุมมากนัก สามารถเช่าเรือได้จากบริเวณอ่าวนาง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 25 นาที ใกล้ ๆ กับเกาะปอดะเป็นที่ตั้งของเกาะทัพ เกาะหม้อ เกาะหัวขวาน เกาะไก่ ซึ่งมีสันทรายเชื่อมต่อกันสวยงามมองเห็นได้เวลาที่น้ำลง
อ่าวนาง อยู่ห่างจากหาดนพรัตน์ธารา ตามถนนเลียบชายทะเลระยะทาง 6 กิโลเมตร เป็นชายหาดยาว มีที่พักร้านค้า บริษัทนำเที่ยว บริการหลายแห่ง ทิวทัศน์โดยรอบสวยงามแปลกตาด้วยภูเขาหินปูนตระหง่าน จากอ่าวนางสามารถเช่าเรือไปเที่ยวชายหาดด้านทิศตะวันออกได้แก่ หาดไร่เล ซึ่งเป็นหาดทรายสีขาวละเอียด และ หาดถ้ำพระนาง ซึ่งมีถ้ำหินงอกหินย้อยและกิจกรรมปีนหน้าผาที่น่าตื่นเต้น ท้องทะเลในบริเวณอ่าวนางมีเกาะใหญ่น้อยกว่า 83 เกาะ บางเกาะมีรูปร่างประหลาดคล้ายรองเท้าบู๊ท เรือสำเภา หัวนก เกาะที่มีหาดทรายสวยงามและคนนิยมไปเที่ยวเล่นน้ำชมปะการังได้แก่ เกาะปอดะ เกาะหม้อ และเกาะทัพ
สำหรับค่าโดยสารเรือจากอ่าวนางไปยังหาดและเกาะต่าง ๆ เช่น อ่าวนาง-ไร่เล ใช้เวลา 10 นาที ค่าโดยสารคนละ 50 บาท อ่าวนาง-ถ้ำพระนาง ใช้เวลา 15 นาที ค่าโดยสารคนละ 50 บาท อ่าวนาง-เกาะปอดะ ใช้เวลา 25 นาที ไป-กลับ ค่าโดยสารคนละ 200 บาท อ่าวนาง-เกาะไก่ ไป-กลับ ใช้เวลา 25 นาที ค่าโดยสารคนละ 250 บาท อ่าวนาง-หมู่เกาะห้อง ใช้เวลา 1 ชั่วโมง ราคาค่าเรือลำละ 1,500 บาท สำหรับเวลากลางคืน อ่าวนาง-ไร่เล ค่าโดยสารคนละ 80 บาท สามารถเช่าเรือได้ตั้งแต่เวลา 07.00–19.00 น.
การเดินทางไปอ่าวนางจากตัวเมืองกระบี่ นักท่องเที่ยวสามารถโดยสารรถสองแถว ค่าโดยสาร 20 บาท ใช้เวลาประมาณ 45 นาที หรือหากต้องการเดินทางจากตัวเมืองกระบี่ไปยังหาดไร่เลโดยตรง สามารถโดยสารเรือได้ที่ท่าเรือเจ้าฟ้า ใช้เวลา 45 นาที ค่าโดยสารคนละ 70 บาท
*** หมายเหตุ: ราคาค่าโดยสารอาจมีการเปลี่ยนแปลง
สุสานหอย 75 ล้านปี บริเวณชายทะเลบ้านแหลมโพธิ์ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพื้นที่อุทยานแห่งชาติ มีซากดึกดำบรรพ์ของหอยน้ำจืดชนิดต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นหอยขม มีขนาดยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ซากหอยเหล่านี้ได้ทับถมกันโดยมีน้ำประสานธาตุปูนจับตัวให้กลายเป็นหินแข็งทับอยู่ชั้นหินลิกไนท์ และหินดินดาน นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ และเป็นหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของโลก ช่วงแรกประมาณกันว่าสุสานหอยแห่งนี้เกิดขึ้นเมื่อ 75 ล้านปีมาแล้ว มีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร กว้าง 50 เมตร เป็นแผ่นหอยที่เกาะตัวกันจนแข็งเป็นแผ่นหินสลับกับชั้นของถ่านลิกไนต์ หนาประมาณชั้นละ 10 นิ้ว ต่อมาแผ่นดินถูกยกตัวขึ้นจีงปรากฏเป็นลานหินกว้างใหญ่ริมทะเล จากการคำนวณอายุทางธรณีวิทยาพบว่า ฟอสซิลเหล่านี้มีอายุราว 40 ล้านปีนอกจากนี้บริเวณสุสานหอยยังมีตัวอย่างซากฟอสซิลของหอยทั้ง 3 แบบ และมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวไว้ให้บริการข้อมูลต่างๆ แก่นักท่องเที่ยวด้วย แต่เดิมบริเวณสุสานหอยแห่งนี้เคยเป็นหนองน้ำจืดขนาดใหญ่ที่มีหอยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะหอยขมขนาดราว 2 ซม. ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงบริเวณพื้นผิวโลก น้ำทะเลไหลเข้ามาท่วมบริเวณหนองน้ำจนหมด ทำให้ธาตุหินปูนในน้ำทะเลหล่อเปลือกหอยใต้น้ำจนเป็นเนื้อเดียวกัน กลายเป็นแผ่นหินแข็งที่เรียกว่า Shelly Limestone หนาประมาณ 40 ซม. เมื่อแผ่นดินบริเวณนี้ถูกยกตัวสูงขึ้น ซากฟอสซิลเหล่านี้จึงปรากฎให้เห็นเป็นลานหินกว้างใหญ่ยื่นลงไปในทะเล ซึ่งสุสานหอยอายุหลายสิบล้านปีนี้มีเพียง 3 แห่งในโลกเท่านั้น คือ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา (มลรัฐชิคาโก) ประเทศญี่ปุ่น และประเทศไทย ภายในบริเวณสุสานหอย มีศาลาสำหรับชมวิวทะเลอันสวยงามด้านบน เหมาะสำหรับเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ภายในบริเวณสุสานหอยยังมีร้านขายของที่ระลึกจำนวนมากคอยบริการนักท่องเที่ยว และที่แห่งนี้มีห้องน้ำที่สะอาดไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวอีกด้วยค่าธรรมเนียมการเข้าชมคนไทย เด็ก 10 บาท ผู้ใหญ่ 20 บาทต่างชาติ เด็ก 100 บาท ผู้ใหญ่ 200 บาท เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 08.30 น. ถึง 17.00 น. ทุกวัน
การเดินทาง ห่างจากตัวเมือง 17 กิโลเมตร ใช้เส้นทางเดียวกับหาดนพรัตน์ธารา
ถ้ำไวกิ้ง อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะพีพีเล ซึ่งเมื่อปี พ.ศ.2515 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จประพาสถ้ำแห่งนี้ และทรงพระราชทานนามใหม่ว่า ถ้ำพญานาค ตามรูปร่างหินก้อนหนึ่งที่คล้ายเศียรพญานาค อันเป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านที่เก็บรังนกนางแอ่นบนเกาะแห่งนี้ ภายในถ้ำทางทิศตะวันออกและทิศใต้พบภาพเขียนสีสมัยประวัติศาสตร์ เป็นรูปช้าง และรูปเรือชนิดต่างๆ ปัจจุบันนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะชมได้บริเวณหน้าปากถ้ำ เนื่องจากผู้ที่ดูแลถ้ำกลัวว่าจะเป็นการรบกวนนกนางแอ่นในการทำรัง จึงเปิดให้ชมในบางโอกาสเท่านั้น
น้ำตกร้อนคลองท่อม
ตั้งอยู่บริเวณบ้านบางคราม-บ้านบางเตียว Unseen in Thailand เป็นน้ำพุร้อนแห่งหนึ่งในบรรดาน้ำพุร้อนอีกหลายแห่งที่กระจัดกระจายอยู่ในบริเวณนี้ น้ำจะไม่ร้อนมากนัก เหมาะแก่การลงไปแช่น้ำ น้ำที่ไหลมาไม่ค่อยแรงมากนัก โดยซึมขึ้นมาจากพื้นดินแล้วไหลลงสุ่ที่ราบ ลำธารที่น้ำร้อนไหลผ่านจะมีสีเขียวของตะกอนและมีควันลอยขึ้นมาให้เห็น บริเวณโดยรอบเป็นมีต้นไม้ปกคลุมร่มรื่น และยังมีบ่อกักเก็บน้ำร้อนก่อนทางเข้าน้ำตก นักท่องเที่ยมักลงไปแช่น้ำเพื่อรักษาสุขภาพ และความสบายตัว มีอุณหภูมิ
ประมาณ 40-50 องศาเซลเซียส สายน้ำไหลไปรวมกันตามความลาดเอียงของพื้นที่ ค่าธรรมเนียมการเข้าชมคนไทย เด็ก 10 บาท ผู้ใหญ่ 20 บาทต่างชาติ เด็ก 100 บาท ผู้ใหญ่ 200 บาท เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 08.30 น. ถึง 17.00 น. ทุกวัน
การเดินทาง อยู่ห่างจากอำเภอเมืองกระบี่ตามถนนเพชรเกษม (กระบี่-ตรัง) ประมาณ 45 กิโลเมตรจากนั้นแยกเข้าถนนสุขาภิบาล 2 ตรงที่ว่าการอำเภอคลองท่อมไปอีก 12 กิโลเมตร
สระมรกต เป็นสระสีเขียวกลางธรรมชาติที่ร่มรื่น โดยสระน้ำมีขนาดกลาง สามารถลงเล่นน้ำได้ น้ำในสระจะอุ่น เพราะกำเนิดมาจากธารน้ำอุ่น ในผืนป่าที่ราบต่ำภาคใต้ เป็นน้ำพุร้อนลักษณะเป็นสระน้ำร้อน 3 สระ น้ำใสเป็นสีเขียวมรกต มีอุณหภูมิประมาณ 30-50 องศาเซลเซียส รอบๆ บริเวณเป็นป่าร่มรื่นเขียวครึ้มมีพรรณไม้ที่น่าสนใจ รวมทั้งนกที่หาดูได้ยากเช่น นกแต้วแร้วท้องดำ นกกระเต็นสร้อยคำสีน้ำตาล และนกเงือกดำ โดยมีมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติทีนา โจลิฟฟ์ (ทุ่งเตียว) ซึ่งตั้งชื่อตามคุณทีนา โจลิฟฟ์ ชาวอังกฤษ ผู้ริเริ่มความคิดที่จะรักษาอนุรักษ์ป่าดิบชื้นผืนนี้ไว้ไม่ให้ถูกทำลาย เพื่อเป็นการระลึกถึงความตั้งใจและเป็นอนุสรณ์สำหรับคุณทีนา จึงตั้งชื่อเส้นทางศึกษาธรรมชาติเส้นนี้ว่า เส้นทางศึกษาธรรมชาติทีนา โจลิฟฟ์ (ทุ่งเตียว) เส้นทางเดินศึกษานี้มีระยะทาง 2.7 กิโลเมตร ตลอดเส้นทางจะมีป้ายสื่อความหมายที่จะคอยบอกเล่าถึงเรื่องราวต่างๆ ในป่าให้นักเดินทางได้ศึกษาหาความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยมีจุดเริ่มต้นอยู่ก่อนถึงสระมรกตของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม ประมาณ 800 เมตร เส้นทางจะผ่านผืนป่าเล็ก ๆ ซึ่งเป็นป่าที่ราบต่ำที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยทางภาคใต้ของประเทศไทย เส้นทางนี้จะแสดงลักษณะของป่าดิบชื้นที่ราบต่ำอย่างแท้จริง ภายหลังได้มีการจัดตั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางครามขึ้น จึงเป็นที่ดึงดูดใจของนักท่องเที่ยว ภายในสระมรกตไม่มีร้านค้า จะมีอยู่ปากทางเข้าชมสระมรกต
อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา ตั้งอยู่ที่อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เป็นหมู่เกาะที่ประกอบไปด้วยอ่าวและหาดทรายที่สวยงามมากมายหลายที่ด้วยกัน อ. เกาะลันตา ประกอบด้วยเกาะสามเกาะเรียงตัวจากเหนือ-ใต้ อันได้แก่ เกาะลันตาน้อย เกาะกลาง และเกาะลันตาใหญ่ และเกาะเล็กๆ อีก มากมายราว 49 เกาะ ศูนย์กลางของเกาะอยู่บริเวณบ้านศาลาด่าน เกาะลันตาใหญ่ เนื่องจากเป็นท่าเทียบเรือ นักท่องเที่ยวส่วนมากนิยมเดินทางมาด้วยแพขนานยนต์และมาขึ้นที่ท่าเรือนี้ บริเวณนี้จะมีบริการสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ร้านอาหาร, ร้านขายของที่ระลึก, ที่พักหลายสไตล์, ร้านอินเทอร์เนต นอกจากมีอ่าวและหาด
ทรายที่สวยงามแล้วยังจะได้สัมผัสกับธรรมชาติแบบอื่นด้วย ที่เกาะลันตายังมีโถงถ้ำสำหรับผู้ที่รักการผจญภัย ชอบการปีนป่ายและมีน้ำตกที่สวยงาม ที่เคาเตอร์ของรีสอร์ทแต่ละแห่งจะมี แพ็คเก็จทัวร์จำหนายอยู่ อาทิ เช่น ดำน้ำที่เกาะรอก นั่งเรือสเร็วเที่ยวรอบเกาะ ขี่ช้าง ชมถ้ำแก้ว ฯลฯ
สถานที่ท่องเที่ยว ในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา
เกาะลันตาใหญ่ เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดใน อ. เกาะลันตา ตรงกลางของเกาะเป็นแนวเขายาวจรดใต้ หาดทรายด้านตะวันตกจะมีความสวยงามมากกว่า และเล่นน้ำได้ ขณะที่ด้านตะวันออกจะหันหน้าเข้าหาแผ่นดินไม่มีหาดทรายที่สวย แต่เป็นเส้นทางไปสู่หมู่บ้าน ชุมชนของชาวบ้าน และ
ตัวอำเภอ ด้านตะวันตกหันหน้าสู่ทะเลอันดามัน หาดทรายสี่ขาวตลอดแนว น้ำทะเลใส บริเวณด้านตะวันตกนี้ไม่มีจุดดำน้ำ เหมาะสำหรับพักผ่อนเล่นน้ำ นอนอาบแดดบนชายหาด ตอนกลางของเกาะจะมีถ้ำ นักท่องเที่ยวนิยม เดินป่า นั่งช้าง เที่ยวถ้ำหรือเล่นน้ำตก ชึ่งจะได้บรรยากาศผจญภัยไปอีกแบบ
บ้านศาลาด่าน หมู่บ้านเล็กๆ เป็นทั้งท่าเรือระหว่างเกาะลันตา กับ เกาะพีพี ท่าเรือเจ้าฟ้าที่กระบี่ เป็นแหล่งชุมชนอยู่บนสุดของเกาะลันตาใหญ่ มีร้านค้า ทัวร์ดำน้ำ ซุปเปอร์มาเก็ต ธนาคาร ตลาด สถานี่รถสองแถว และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ
หาดคอกวาง อยู่บริเวณแหลมคอกวาง เป็นโค้งอ่าวที่สวยงามเว้าเข้าหากันเป็นรูปคอกวาง มีชายหาดที่ทรายไม่ขาวมากนักแต่มีบรรยากาศที่น่าพักผ่อน เพราะมีความร่มรื่นจากทิวสนทะเล ที่ขึ้นขนานเป็นแนวตลอดชายหาด เป็นแหล่งชมพระอาทิตย์ตกอันเลื่องชื่อ
หาดคลองดาว หรือหาดโล๊ะบาหรา
หาดที่มีความยาว 3 กิโลเมตร หาดทรายสีขาวปนเทาอ่อนๆ เมื่อน้ำลงจะเป็นหาดที่กว้างและสะอาดมาก นักท่องเที่ยวให้ความนิยมมากที่สุด สามารถลงเล่นน้ำได้อย่างสบาย เป็นหาดแรกที่ได้รับความนิยมจวบจนทุกวันนี้ หาดคลองดาวนี่เองอยู่ไม่ไกลจากท่าเรือศาลาด่าน ใกล้แหล่งความเจริญจึงมีความครึกครื้นมากกว่าหาดอื่นๆ ตกกลางคืนจะมีแสงสีจากร้านอาหาร ร้านบาร์เบียร์ มีการปิ้งย่างซีฟูดส์กันริมทะเลเป็นที่สนุกสนาน เหมาะสำหรับผู้ที่รักความสนุกสนาน และด้วยความที่มีรีสอร์ทตั้งอยู่มากมายหลากหลายไสตล์ หลายราคาให้นักท่องเที่ยวได้เลือก หาดคลองดาวจึงไม่เหงาทั้งกลางวันและกลางคืนเนื่องจากกระบี่เป็นจังหวัดที่มีเกาะเยอะมากจึงยังทีสถานที่ท่องเที่ยวอยู่อีกมากมายที่ยังไม่ได้นำมาให้ชมไว้ ณ ที่นี้
artilynoreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-4086595635849825714.post-88169987487289974402009-03-29T00:31:00.000-07:002009-04-10T08:05:08.059-07:00สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดสตูล
สตูล
คำขวัญประจำจังหวัดสตูล "สตูล สงบ สะอาด ธรรมชาติบริสุทธิ์"
ตราประจำจังหวัดสตูล
ประวัติความเป็นมาของจังหวัดสตูล ในสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยา และในสมัยกรุงศรีอยุธยาไม่ปรากฏหลักฐานกล่าวไว้ ณ ที่ใด สันนิษฐานว่าในสมัยนั้น ไม่มีเมืองสตูล คงมีแต่หมู่บ้านเล็ก ๆ กระจัดกระจายอยู่ตามที่ราบชายฝั่งทะเลในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สตูลเป็นเพียงตำบลหนึ่งอยู่ในเขตเมืองไทรบุรี ฉะนั้นประวัติความเป็นมาของจังหวัดสตูล จึงเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของเมืองไทรบุรี ดังปรากฎในหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ ว่า "ตามเนื้อความที่ปรากฏดังกล่าวมาแล้ว ทำให้เห็นว่าในเวลานั้น พวกเมืองไทรเห็นจะแตกแยกกันเป็นสองพวก คือ พวกเจ้าพระยาไทรปะแงรันพวกหนึ่ง และพวกพระยาอภัยนุราชคงจะนบน้อมฝากตัวกับเมืองนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะเมื่อพระยาอภัยนุราชได้มาเป็นผู้ว่าราชการเมืองสตูล ซึ่งเขตแดนติดต่อกับเมืองนครศรีธรรมราช พวกเมืองสตูลคงจะมาฟังบังคับบัญชาสนิทสนมข้างเมืองนครศรีธรรมราชมากกว่าเมืองไทร แต่พระยาอภัยนุราชว่าราชการเมืองสตูลได้เพียง ๒ ปี ก็ถึงแก่อนิจกรรม ผู้ใดจะได้ว่าราชการเมืองสตูล ต่อมาในชั้นนั้นหาพบจดหมายเหตุไม่ แต่พิเคราะห์ความตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง เข้าใจว่าเชื้อพระวงศ์ของพระอภัยนุราช (ปัศนู) คงจะได้ว่าราชการเมืองสตูลและฟังบังคับบัญชาสนิทสนมกับเมืองนครศรีธรรมราชอย่างครั้งพระยาอภัยนุราชหรือยิ่งกว่านั้น"เรื่องเกี่ยวกับเมืองสตูลยังปรากฎในหนังสือพงศาวดารเมืองสงขลา แต่ข้อความที่ปรากฎบางตอนเกี่ยวกับชื่อผู้ว่าราชการเมืองสตูล ไม่ตรงกับพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ ประวัติเกี่ยวกับเมืองสตูลในการจัดรูปแบบการปกครองเมือง ตามระบอบมณฑลเทศาภิบาลว่า ในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รักษาเมืองไทรบรี เมืองเปอร์ลิส และเมืองสตูลเป็นมณฑลเทศาภิบาล เรียกว่า "มณฑลไทรบุรี" โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาไทรบุรีรามภักดี เจ้าพระยาไทรบุรี (อับดุลฮามิต) เป็นข้าราชการเทศาภิบาลมณฑลไทรบุรี เมืองสตูลได้แยกจากเมืองไทรบุรีอย่างเด็ดขาด ตามหนังสือสัญญาไทยกับอังกฤษเรื่องปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับสหพันธรัฐมาลายู ซึ่งลงนามกันที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ร.ศ.๑๒๗ (พ.ศ. ๒๔๕๒) จากหนังสือสัญญานี้ยังผลให้ไทรบุรีและปลิสตกเป็นของอังกฤษ ส่วนสตูลคงเป็นของไทยสืบมาจนถึงปัจจุบันเมื่อปักปันเขตแดนเสร็จแล้ว ได้มีพระราชโองการโปรดให้เมืองสตูลเป็นเมืองจัตวารวมอยู่ในมณฑลภูเก็ต เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ร.ศ.๑๒๘ (พ.ศ. ๒๔๕๓)ในปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย เมืองสตูลก็มีฐานะยกเป็นจังหวัดหนึ่งอยู่ในราชอาณาจักรไทยสืบต่อมา จนถึงกระทั่งทุกวันนี้คำว่า"สตูล" มาจากคำภาษามาลายูว่า "สโตย" แปลว่ากระท้อน อันเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่ชุกชุมในท้องที่เมืองนี้ ซึ่งต่อมาได้รับการตั้งสมญานามเป็นภาษามาลายูว่า "นครสโตยมำบังสการา (Negeri Setoi Mumbang Segara) " หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า สตูล เมืองแห่งพระสมุทรเทวา ดังนั้น "ตราพระสมุทรเทวา" จึงกลายเป็นตราหรือสัญลักษณ์ของจังหวัดมาตราบเท่าทุกวันนี้จังหวัดสตูล แม้จะอยู่รวมกับไทรบุรีในระยะเริ่มแรกก็ตาม แต่จังหวัดสตูลก็เป็นจังหวัดที่มีดินแดนรวมอยู่ในประเทศไทยตลอดมา ระยะแรก ๆ จังหวัดสตูล แบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๒ อำเภอ กับ ๑ กิ่งอำเภอ คือ อำเภอมำบัง อำเภอทุ่งหว้า และกิ่งอำเภอละงู ซึ่งอยู่ในการปกครองของอำเภอทุ่งหว้า ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ได้เปลี่ยนชื่ออำเภอมำบังเป็นอำเภอเมืองสตูล สำหรับอำเภอทุ่งหว้า ซึ่งในสมัยก่อนนั้นเจริญรุ่งเรืองมาก มีเรือกลไฟจากต่างประเทศติดต่อ ไปมาค้าขายและรับส่งสินค้าเป็นประจำ สินค้าสำคัญของอำเภอทุ่งหว้า คือ "พริกไทย" เป็นที่รู้จักเรียกตามกันในหมู่ชาวต่างประเทศว่า"อำเภอสุไหวอุเป " ต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๕๗ การปลูกพริกไทยของอำเภอทุ่งหว้าได้ลดปริมาณลง ชาวต่างประเทศที่เข้ามาทำการค้าขายต่างพากันอพยพกลับไปยังต่างประเทศ ราษฎรในท้องที่ก็พากันอพยพไปหาทำเลทำมาหากินในท้องที่อื่นกันมาก โดยเฉพาะได้ย้ายไปตั้งหลักแหล่งที่กิ่งอำเภอละงูมากขึ้น ทำให้ท้องที่กิ่งอำเภอละงูเจริญขึ้นอย่างรวมเร็ว และในทางกลับกัน ทำให้อำเภอทุ่งหว้าซบเซาลงครั้งถึง พ.ศ. ๒๔๗๓ ทางราชการพิจารณาเห็นว่ากิ่งอำเภอละงูเจริญขึ้น มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นกว่าอำเภอทุ่งหว้า จึงได้ประกาศยกฐานกิ่งอำเภอละงูเป็นอำเภอ เรียกว่า อำเภอละงู และยุบอำเภอทุ่งหว้าเดิมเป็นกิ่งอำเภอทุ่งหว้า เรียกว่า กิ่งอำเภอทุ่งหว้า ขึ้นอยู่ในการปกครองของอำเภอละงู ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ กิ่งอำเภอทุ่งหว้าจึงได้รับสถานะเดิมกลับคืนมาเป็นอำเภอทุ่งหว้า
ประชากร
จังหวัดสตูล มีประชาการ 288,409 คน(รวบรวม พ.ศ.2551) โดยจังหวัดสตูลเป็นหนึ่งใน 4 จังหวัดของประเทศไทยที่มีประชากรส่วนใหญ่ นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งมีมากถึงร้อยละ 67.8 ส่วนรองลงมาคือชาวพุทธซึ่งมีอยู่ร้อยละ 31.9 และที่เหลือคือศาสนาคริสต์ ซึ่งศาสนิกส่วนใหญ่อยู่ในเขตอำเภอเมืองสตูล ถึงแม้ประชากรส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาอิสลาม แต่ประชากรส่วนใหญ่จะเป็นชาวไทยโดยมาก จะมีชาวไทยเชื้อสายมลายูรวมถึงมลายู เพียงแค่ร้อยละ 9.9 ของประชากรเท่านั้น
ต้นไม้ประจำจังหวัด : หมากพลูตั๊กแตน
ดอกไม้ประจำจังหวัด : กาหลง
พื้นที่ : 2,479.0 ตร.กม.(อันดับที่ 63)
ความหนาแน่น 116.34 คน/ตร.กม.(อันดับที่ 42)
ขนาดและที่ตั้ง
จังหวัดสตูล เป็นจังหวัดที่อยู่ใต้สุดของประเทศไทยทางชายฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นชายฝั่งทะเลทางด้านตะวันตกของประเทศไทย อยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 6 องศา 4 ลิปดา ถึง 7 องศา 2 ลิปดาเหนือ กับเส้นแวงที่ 99 องศา 5 ลิปดา ถึง 100 องศา 3 ลิปดาตะวันออก อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 973 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมด 2,478.997 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 1,549,361 ไร่ เป็นลำดับที่ 63 ของประเทศ และลำดับที่ 12 ของภาคใต้ รองลงมาคือ จังหวัดปัตตานีและจังหวัดภูเก็ต มีพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดตรังทางทิศเหนือ จังหวัดสงขลาทางทิศตะวันออก และรัฐปะลิส ประเทศมาเลเซียตลอดแนวชายแดน (ทางทิศใต้) ยาวประมาณ 56 กิโลเมตร ติดต่อฝั่งอันดามันยาวประมาณ 144.8 กิโลเมตร เป็นพื้นที่เกาะประมาณ 88 เกาะ
ภูมิประเทศ
พื้นที่จังหวัดสตูลทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกเป็นเนินเขาและภูเขาสลับซับซ้อน โดยมีทิวเขาที่สำคัญแบ่งเขตประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย คือ ทิวเขาบรรทัดและทิวเขาสันกาลาคีรี พื้นที่ของจังหวัดค่อย ๆ ลาดเอียงลงสู่ทะเลด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ โดยยังมีภูเขาน้อยใหญ่อยู่กระจัดกระจายในตอนล่าง ภูเขาที่สำคัญ ได้แก่ เขาจีน เขาบารัง เขาใหญ่ เขาทะนาน และเขาพญาวัง และมีที่ราบแคบ ๆ ขนานไปกับชายฝั่งทะเล ถัดจากที่ราบลงไปเป็นพื้นที่ป่าชายเลนน้ำเค็มขึ้นถึง อุดมไปด้วยป่าแสมและป่าโกงกาง สตูลเป็นจังหวัดที่ไม่มีแม่น้ำไหลผ่าน คงมีแต่ลำน้ำสั้น ๆ ต้นน้ำเกิดจากภูเขาทางทิศเหนือและทิศตะวันออกของจังหวัด
ภูมิอากาศ
พื้นที่จังหวัดสตูลได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดผ่านอ่าวไทย และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จากมหาสมุทรอินเดีย ลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบร้อนชื้น มี 2 ฤดู คือ ฤดูร้อนและฤดูฝน ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน ฤดูฝนเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม ระหว่างปี พ.ศ. 2543-2547 ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยประมาณ 2,318 มิลลิเมตร ตกชุกที่สุดในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 32.72 องศาเซลเซียส ต่ำสุดเฉลี่ย 23.51 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุดวัดได้ 38.4 องศาเซลเซียส เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2545 และอุณหภูมิต่ำสุดวัดได้ 19.2 องศาเซลเซียส เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2543 และเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2545 สภาพภูมิอากาศจังหวัดสตูล แบ่งได้เป็น 2 ฤดู คือ ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 21.6-39.5 องศาเซลเซียส ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 21.9-38.8 องศาเซลเซียส
หน่วยการปกครอง
การปกครองแบ่งออกเป็น 7 อำเภอ 36 ตำบล 257 หมู่บ้าน
1. อำเภอเมืองสตูล
2. อำเภอควนโดน
3. อำเภอควนกาหลง
4. อำเภอท่าแพ
5. อำเภอละงู
6. อำเภอทุ่งหว้า
7. อำเภอมะนัง
งานเทศกาลงานประเพณี
งานประเพณีแข่งว่าวนานาชาติ จัดขึ้นทุกปีประมาณเดือนกุมภาพันธ์ บริเวณสนามบินสตูล ก่อนถึงเมืองสตูลประมาณ 4 กิโลเมตร
งานตะรุเตา อาดัง ฟิชชิ่ง คลับ เป็นงานตกปลาที่จัดขึ้นประมาณเดือนมีนาคมของทุกปี
งานเทศกาลท่องเที่ยวทางทะเลจังหวัดสตูล จัดขึ้นประมาณเดือนธันวาคม เพื่อเป็นการเริ่มเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวทางทะเล ในจังหวัดสตูล นักท่องเที่ยวสามารถท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติตะรุเตาในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน
ประเพณีลอยเรือ จัดขึ้นในหมู่ของชาวเลที่เกาะหลีเป๊ะในจังหวัดสตูล ในวันขึ้น 13-15 ค่ำ เดือน 6 และเดือน 11 ทุกปี เพื่อขับไล่สิ่งอัปมงคลและเสี่ยงทายอนาคตของการประกอบอาชีพ
การเดินทางไปยังสตูล
ทางรถยนต์ทางหลวงหมายเลข 4 (เพชรเกษม)หรือทางหลวงหมายเลข 35(ธนบุรี-ปากท่อ)ไปบรรจบกับทางหลวงหมายเลข 4เป็นเส้นทางหลักของการเดินทางสู่ภาคใต้ ผ่านจังหวัดต่างฯไปจนถึงชุมพรจากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 41 ผ่านสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราชเข้าสู่เมืองพัทลุงแล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ถึงอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลาแล้วแยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 406 ผ่านอำเภอควนกาหลงและเข้าเมืองสตูลรวมระยะทางประมาณ 973 กม.
ทางรถไฟสตูลไม่มีทางรถไฟผ่านแต่สามารถเดินทางด้วยรถไฟได้โดยลงรถไฟที่สถานีหาดใหญ่ แล้วต่อรถแท็กซี่รถตู้โดยสาร หรือรถประจำทางไปยังจังหวัดสตูล ระยะทางประมาณ 97 กม.
รถโดยสารประจำทาง บริษัทขนส่ง จำกัด ให้บริการในเส้นทางกรุงเทพฯ-สตูล ทุกวัน จากสถานีขนส่งสายใต้ถนนบรมราชชนนี สอยถามรายละเอียดโทร.0 2434 5557-8,0 2435 1199 หรือ http://www.transport.co.th/
ทางเครื่องบิน ไม่มีเที่ยวบินตรงไปจังหวัดสตูลแต่สามารถใช้บริการเที่ยวบินกรุงเทพฯ-หาดใหญ่แล้วโดยสารรถยนต์จากอำเภอหาดใหญ่ไปสตูลระยะทางประมาณ 97 กม.สอบถามรายละเอียดและตารางบินได้ที่บริษัทการบินไทย จำกัด โทร.1566,0 2356 1111,0 2328 2000 หรือ สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดสตูล
อุทยานแห่งชาติตะรุเตา
เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งแรกของประเทศไทย มีชื่อเสียงทางด้านประวัติศาสตร์ และความสวยงามของธรรมชาติ ตั้งอยู่ในทะเลอันดามัน ห่างจากตัวเมืองสตูลประมาณ 40 กิโลเมตร และห่างจากฝั่งที่ท่าเรือปากบารา 22 กิโลเมตร มีอาณาเขตทิศเหนือจดอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา ทิศใต้จดทะเลที่เป็นแนวพรมแดนระหว่างประเทศไทยและสหพันธรัฐมาเลเซีย มีพื้นที่ทั้งเกาะและทะเลรวมกันประมาณ 1,490 ตารางกิโลเมตร ประกอบไปด้วยหมู่เกาะใหญ่น้อย จำนวน 51 เกาะ มีเกาะขนาดใหญ่ 7 เกาะ ได้แก่ เกาะตะรุเตา เกาะอาดัง เกาะราวี เกาะหลีเป๊ะ เกาะกลาง เกาะบาตวง และเกาะบิสสี แบ่งออกเป็น 2 หมู่เกาะใหญ่ คือ หมู่เกาะตะรุเตา และหมู่เกาะอาดัง-ราวี ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2517 และ ได้รับยกย่องจากองค์การยูเนสโก ในปี พ.ศ. 2525 ให้เป็นมรดกแห่งอาเซียน (ASEAN Heritage Parks and Reserves) ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวอยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายน – เมษายนสถานที่ท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติตะรุเตา
เกาะตะรุเตา นับเป็นเกาะใหญ่ที่สุดของอุทยาน มีพื้นที่ 152 ตารางกิโลเมตร มีป่าดงดิบที่อุดมสมบูรณ์ หาดทรายละเอียดขาว ฟ้าทะเลสีครามงามจับใจ คำว่า “ตะรุเตา” นี้ เพี้ยนมาจาก คำว่า “ตะโละเตรา” ในภาษามลายูแปลว่า มีอ่าวมาก เช่น อ่าวพันเตมะละกา อ่าวสน อ่าวมะขาม อ่าวตะโละวาวดาบ อ่าวตะโละอุดัง บริเวณเกาะตะรุเตามีสถานที่น่าสนใจดังนี้ เกาะตะรุเตา นับเป็นเกาะใหญ่ที่สุดของอุทยาน มีพื้นที่ 152 ตารางกิโลเมตร สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาที่มีสภาพเป็นป่าดิบชื้น ซึ่งยังมีพรรณไม้และสัตว์ป่าที่น่าสนใจจำนวนไม่น้อย และมีพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นป่าชายเลน นอกจากนี้ยังมีอ่าวน้อยใหญ่ที่มีชายหาด สวยงามอยู่หลายแห่ง และในท้องทะเลของเกาะตะรุเตายังมีพันธุ์ปลามากมายหลายชนิดรวมทั้งเต่าทะเลที่ใกล้สูญพันธุ์ 4 ชนิด คำว่า “ตะรุเตา” นี้ เพี้ยนมาจาก คำว่า “ตะโละเตรา” ในภาษามลายูแปลว่า มีอ่าวมาก
อ่าวพันเตมะละกา มีชายหาดยาวขาวสะอาด เป็นที่ตั้งของที่ทำการอุทยานแห่งชาติตะรุเตา และศูนย์บริการนักท่องเที่ยวซึ่งส่วนหนึ่ง จัดเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับเรื่องของธรรมชาติและประวัติศาสตร์ของเกาะตะรุเตา อ่าวพันเตมะละกายังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตก ที่สวยงาม และจากอ่าวพันเตมะละกา ยังสามารถเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวผาโต๊ะบู ได้อีกด้วย
อ่าวจาก เป็นอ่าวเล็กๆติดต่อกับอ่าวพันเตมะละกา
อ่าวเมาะและ ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 4 กิโลเมตร มีหาดทรายขาวสะอาด และดงมะพร้าวสวยงาม เงียบสงบ มีบังกะโลเหมาะสำหรับพักผ่อน
อ่าวสน ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 8 กิโลเมตร เป็นอ่าวรูปโค้งที่มีหาดทรายสลับกับหาดหิน และเป็นที่วางไข่ของเต่าทะเล มีจุดกางเต้นท์ บริการอาหารและเครื่องดื่ม มีน้ำตกขนาดเล็กคือ น้ำตกลูดู และน้ำตกโละโป๊ะ เหมาะสำหรับเดินป่าศึกษาธรรมชาติ
อ่าวตะโละวาว อยู่ทิศตะวันออกของเกาะ เป็นจุดที่สามารถชมดวงอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามอีกมุมหนึ่ง เป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่ ตต.1 (ตะโละวาว) พื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้เคยเป็นสถานที่ตั้งนิคมฝึกอาชีพสำหรับนักโทษกักกันและนักโทษอุกฉกรรจ์ ปัจจุบันทางอุทยานฯได้จำลองอาคารสถานที่ที่เคยอยู่ในนิคมฝึกอาชีพ เช่น บ้านพักของผู้คุม เรือนนอนของนักโทษ โรงฝึกอาชีพ หลุมศพ 700 ศพ ไว้ในบริเวณดังกล่าวอ่าวตะโละอุดัง อยู่ทางทิศใต้ของเกาะ ห่างจากเกาะลังกาวี 8 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานฯที่ ตต.2 (ตะโละอุดัง) อดีตเป็นที่กักกันนักโทษการเมือง ซึ่งเป็นกลุ่มนักโทษจากเหตุการณ์กบฏบวรเดช และกบฏนายสิบ
น้ำตกลูดู เป็นน้ำตกขนาดเล็กที่มีความสวยงาม อยู่ห่างจากอ่าวสนประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งจากบริเวณอ่าวสนมีเส้นทาง ศึกษาธรรมชาติไปยังน้ำตกลูดู
ถ้ำจระเข้ เป็นถ้ำที่มีความลึกประมาณ 300 เมตร ภายในมีหินงอกหินย้อยสวยงามและมีลักษณะแตกต่างกันไป การเดินทางไป ถ้ำจระเข้ต้องนั่งเรือหางยาวไปตามคลองพันเตมะละกา ซึ่งอุดมไปด้วยป่าชายเลนที่มีไม้โกงกางจำนวนมากตลอดสองฝั่งคลอง โดยใช้เวลาล่องเรือประมาณ 20 นาทีและใช้เวลาชมถ้ำประมาณหนึ่งชั่วโมง ติดต่อได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของอุทยานฯ ผู้ที่จะเที่ยวชมภายในตัวถ้ำควรนำไฟฉายไปด้วย
จุดชมวิว “ผาโต๊ะบู” เป็นหน้าผาสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 60 เมตร เส้นทางเดินขึ้นไปตามแนวป่าดิบแล้ง ใช้เวลาเดินขึ้นจุดชมวิวประมาณ 20 นาที อยู่ด้านหลังที่ทำการอุทยานฯ เป็นจุดชมทิวทัศน์ของเกาะบริเวณชายหาด อ่าวพันเตมะละกา จะเห็นเกาะบุโหลน เกาะกลาง เกาะไข่ เกาะอาดัง เกาะราวี หมู่เกาะเภตรา และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามอีกมุมหนึ่ง
เกาะไข่ อยู่ห่างจากเกาะตะรุเตาไปทางทิศตะวันตก เป็นเกาะเล็ก ๆ อยู่ระหว่างเกาะตะรุเตาและเกาะอาดัง ใช้เวลาเดินทางจาก เกาะตะรุเตาประมาณ 40 นาที สิ่งที่มีชื่อเสียงบนเกาะไข่ ได้แก่ ซุ้มประตูหินธรรมชาติ เป็นสัญลักษณ์ของอุทยานแห่งชาติตะรุเตา ทะเลรอบๆ เกาะไข่มีแนวปะการังอยู่โดยทั่วไป ทางอุทยานฯ ไม่อนุญาตให้ค้างแรมบนเกาะ เรือโดยสารจากเกาะตะรุเตาไป ยังเกาะหลีเป๊ะ มักจะวิ่งผ่านเกาะไข่ซึ่งอยู่ระหว่างทาง
กิจกรรมบนเกาะตะรุเตา
เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ จากที่ทำการอุทยานฯ บริเวณอ่าวพันมะละกามีเส้นทางเดินเท้าผ่านป่าดงดิบไปอ่าวตะโละวาว ระยะทาง 12 กิโลเมตร สองข้างทางสภาพเป็นป่าดงดิบหนาทึบ ร่มรื่นไม้นานาพรรณ มีสัตว์ป่า เช่น หมูป่า กระจง และนกน่าสนใจหลายชนิด โดยเฉพาะนกเงือกที่พบได้บ่อย อีกเส้นทางหนึ่งไปอ่าวจาก อ่าวมะและ จนถึงอ่าวสน ระยะทาง 8 กิโลเมตร จะผ่านป่าดงดิบที่อุดมสมบูรณ์ และยังเหมาะแก่การดูนกอีกด้วย
เส้นทางล่องเรือรอบเกาะ เพื่อศึกษาธรรมชาติแบบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยอุทยานฯ จะจัดเรือบริการพร้อมเจ้าหน้าที่นำทางชมหาดทรายต่าง ๆ เริ่มจากแวะดูนกที่อ่าวจาก ชมหาดทรายขาวและยาวที่สุดบนเกาะตะรุเตาที่อ่าวสน ศึกษาร่องรอยประวัติศาสตร์ที่อ่าวตะโละอุดัง ชมธรรมชาติที่อ่าวตะโละวาว แวะดำน้ำและเที่ยวป่าชายเลน ใช้เวลาในการล่องเรือ 1 วัน ผู้สนใจติดติดได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
ได้ดูข้อมูลแบบนี้ผมซึ่งไม่เคยไปสตูลคงทั้งที่เที่ยว(ทำงาน)ไปแทบจะทุกจังหวัดแล้วต้องหาเวลาไปเที่ยวเกาะตะรุเตาบ้างซะแล้วสิเพื่อนๆที่อยากไปสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้อีกนะครับเกี่ยวกับเกาะตะรุเตานี้ข้อมูลและรูปภาพเยอะมาก
หมู่เกาะอาดัง-ราวี
หมู่เกาะอาดัง-ราวี อยู่ห่างจากเกาะตะรุเตาไปทางทิศตะวันตกประมาณ 40 กม. ห่างจากตัวเมืองประมาณ 80 กม. เป็นเกาะที่เป็นสวนแห่งปะการังใต้ท้องทะเล บางบริเวณอยู่ในน้ำตื้นสามารถมองเห็นได้จากผิวน้ำ หมู่เกาะอาดัง-ราวีแห่งนี้ มีเนื้อที่เกาะประมาณ 30 ตรกม. ภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นภูเขาสูง มีป่าปกคลุมแลดูเขียวครึ้ม ทางด้านหลังมีน้ำตกขนาดใหญ่ มีน้ำตลอดปี คำว่า "อาดัง" มาจากคำเดิมในภาษา
มลายูว่า "อุดัง" มีความหมายว่า "กุ้ง" เพราะบริเวณนี้เคยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยกุ้งทะเล นอกจากนี้ก็มีเกาะเล็ก เกาะน้อยอื่นๆ อีก เช่น เกาะดง มีเนื้อที่ 8 ตรกม. เกาะหลีเป๊ะมีเนื้อที่ 4 ตรกม. มักเรียกชื่อรวมของเกาะอาดัง เกาะราวี เกาะดง เกาะหลีเป๊ะ ว่า"หมู่เกาะอาดัง-ราวี" การเดินทางไปยัง หมู่เกาะอาดัง - ราวี
จากท่าเรือปากบารา จะมีเรือออกเวลา 10.30 น.และจะแวะที่อุทยานแห่งชาติตะรุเตาก่อนหลังจากนั้นจะเดินทางต่อไปยังเกาะอาดังและเกาะหลีเป๊ะเรือจะกลับจากเกาะหลีเป๊ะ เวลา 09.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ค่าเรือไป - กลับคนละ 800 บาทกิจกรรมที่น่าสนใจใน หมู่เกาะอาดัง - ราวี
- ชมความสวยงามของหมู่เกาะอาดัง-ราวีจากจุดชมวิวผาชะโด บนเกาะอาดัง
- ดำน้ำ ท่องโลกใต้ทะเลที่สวยงาม
- เดินเล่นบนหาดทรายขาวสวย เล่นน้ำทะเลใสๆ
- ลงเรือเที่ยวชมเกาะต่างๆ
- แค็มป์ปิ้ง พักผ่อนนอนฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่ง
หาดอ่าวนุ่น เป็นที่ตั้งที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา หนึ่งในสองอุทยานแห่งชาติทางทะเลของจังหวัดสตูล อ่าวนุ่นมีเวิ้งอ่าวที่สวยงามเป็นวงโค้งที่มีเขาสูงเป็นฉากหลัง ภาพของหมู่เกาะ น้ำทะเลสีเขียวมรกต หาดทรายสีขาวนวล ชีวิตชาวเรือ ขุนเขาและแมกไม้เขียวขจี ที่ได้พบเห็นที่หาดอ่าวนุ่น สวยสดไม่แพ้ที่อื่น มีชายหาดยาวน้ำใสน่าเล่นน้ำอย่างยิ่ง บริเวณที่ทำการอุทยานมีทางเดินชมธรรมชาติและจุดชมวิว ให้มุมมองที่หลากหลายและกว้างไกล ให้ความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวมิรู้ลืม
การเดินทางไปยังอ่าวนุ่น
จากจังหวัดสตูลใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 416 (สตูล - ตรัง)ถึงอำเภอละงูใช้ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 4052 (ละงู - ปากบารา) บริเวณกิโลเมตรที่ 6-7ก่อนถึงท่าเรือปากบารามีทางแยกซ้ายมือไปยังที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่ เกาะเภตราอีกประมาณ 1.5 กม.
กิจกรรมที่น่าสนใจในอ่าวนุ่น
- ชมทิวทัศน์อ่าวนุ่นที่สวยงามจากจุดชมวิว
- เดินเล่นชายหาด เล่นน้ำทะเล
- พักค้างคืนที่บ้านพักของอุทยานที่อ่าวนุ่น
หาดปากบารา หาดทรายชายทะเลที่ยาวเหยียดขนานกับถนนไปสู่ท่าเรือปากบาราซึ่งเป็นท่าเรือที่จะเดินทางไปสู่หมู่เกาะตะรุเตาเกาะอาดัง-ราวีและเกาะอื่นๆในท้องทะเลสตูล หาดปากบาราเป็นหาดที่ยาวเม็ดทรายหยาบและไม่ขาวนัก สามารถลงเล่นน้ำได้เป็นบางช่วงทิวทัศน์ในท้องทะเลสวยงาม เหนือหาดจัดเป็นสถานที่พักผ่อนโดยเฉพาะในยามเย็นภาพอาทิตย์ตกจากมุมนี้สวยงามมากทีเดียว
การเดินทางไปยังหาดปากบารา
จากจังหวัดสตูลใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 416 (สตูล -ตรัง)ถึงอำเภอละงูใช้ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 4052 (ละงู -ปากบารา)จะเลียบผ่านหาดปากบาราไปจน ถึงท่าเรือ
กิจกรรมที่น่าสนใจในหาดปากบารา
- ชมทิวทัศน์หาดปากบาราและท้องทะเลสตูล
- เดิน-วิ่ง ออกกำลังกายตามทางเลียบชายหาด
อุทยานแห่งชาติทะเลบัน ตั้งอยู่ที่บ้านวังประจัน ตำบลวังประจัน อยู่ห่างจากอำเภอเมืองสตูล 40 กิโลเมตร อุทยานฯ มีเนื้อที่ 122,500 ไร่ โดยรวมพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติกุปังปุโต๊ะและหัวกะหมิงและพื้นที่ป่าควนบ่อน้ำปูยู ในท้องที่ตำบลบ้านควน ตำบลปูยู อำเภอเมือง ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2523
คำว่า “ทะเลบัน” มาจากคำว่า “เลิด เรอบัน” เป็นภาษามลายูแปลว่า ทะเลยุบหรือทะเลอันเกิดจากการยุบตัวของแผ่นดิน อุทยานแห่งชาติทะเลบัน เกิดจากการยุบตัวของพื้นดินระหว่างเขาจีนและเขามดแดง เป็นหนองน้ำขนาดใหญ่มีเนื้อที่ประมาณ 63,350 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน อุดมไปด้วยพืชพรรณป่าไม้ที่ขึ้นอย่างหนาแน่น นอกจากนี้ยังมีสัตว์ต่าง ๆ เช่น เลียงผา ช้าง สมเสร็จ หมูป่า ลิง ชะนี และ “เขียดว๊าก” (หมาน้ำ) ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งบึงทะเลบัน รูปร่างคล้ายกบ
และคางคก แต่มีหาง ส่งเสียงร้องคล้ายลูกสุนัข จะมีชุกชุมตามริมบึงโดยเฉพาะในฤดูฝน สำหรับผู้ชื่นชมการดูนกก็ไม่ควรพลาด เพราะมีนกหลายชนิดให้ดู เช่น นกแอ่นฟ้าเคราขาว นกปรอดคอลาย นกกางเขนน้ำหลังแดง นกหัวขวาน เป็นต้น
สถานที่ท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติทะเลบัน
บึงทะเลบัน เป็นบึงน้ำจืดขนาดใหญ่กลางหุบเขา ขนาบด้วยเทือกเขาจีนและเขาวังประ มีเนื้อที่ประมาณ 125 ไร่ มีปลาน้ำจืดและหอยชุกชุม รอบบึงจะมี “ต้นบากง” ขึ้นอยู่หนาแน่น ทางอุทยานฯ ได้สร้างศาลาท่าน้ำไว้ให้นักท่องเที่ยว ได้นั่งพักผ่อนและมีทางเดินไม้รอบบึง
น้ำตกยาโรย เป็นน้ำตกที่เกิดจากต้นน้ำในป่าหัวกระหมิง มี 9 ชั้น แต่ละชั้นเป็นแอ่งสามารถเล่นน้ำได้ เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวในท้องถิ่น การเดินทาง ไปตามทางหลวงหมายเลข 4148 (สายควนสะตอ-วังประจัน) กิโลเมตรที่ 14–15 ประมาณ 6 กิโลเมตร จะมีทางแยกเข้าไปอีก 700 เมตร
น้ำตกโตนปลิว มีต้นน้ำมาจากภูเขาจีน เป็นน้ำตกขนาดใหญ่มีหลายชั้น ไหลจากหน้าผาสูง สวยงามมาก การเดินทาง ใช้เส้นทางหมายเลข 4184 (สายควนสะตอ-วังประจัน) กิโลเมตรที่ 9–10 หรือห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 10 กิโลเมตร จะมีทางลูกรังแยกไปอีก 3 กิโลเมตร
เขตชายแดนไทย-มาเลเซีย (ด่านวังประจัน) อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ เพียง 2 กิโลเมตร บริเวณเขตแดนมี หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ตั้งอยู่ หากเดินทางต่อไปอีกประมาณ 20 กิโลเมตร ก็จะถึงปาดังเบซาร์ ซึ่งมีสินค้าราคาถูกจำหน่าย หรือหากต้องการไปยังเมืองกางะ เมืองหลวงของรัฐเปอร์ลิส ก็สามารถไปได้เพียงเดินทางไปอีกประมาณ 30 กิโลเมตรเท่านั้น ด่านนี้เปิดตั้งแต่ 07.00–18.00 น. และจะมีตลาดนัดทุกเช้าวันเสาร์-อาทิตย์แหล่งท่องเที่ยวอื่นๆในจังหวัดสตูลอ.เมืองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สตูล (คฤหาสถ์กูเด็น) ตั้งอยู่ถนนสตูลธานีซอย 5 ตรงข้ามกับสำนักงานที่ดินจังหวัดสตูล สร้างเมื่อ พ.ศ.2441 แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2459 โดย พระยาภูมินารถภักดี หรือ ตวนกูบาฮารุดดินบินตำมะหงง (ชื่อเดิม กูเด็น บินกูแม๊ะ) เจ้าเมืองสตูลในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คฤหาสถ์นี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวคราวเสด็จปักษ์ใต้ แต่ไม่ได้ประทับแรม เคยใช้เป็นบ้านพักและศาลาว่าการเมืองสตูล จนในสมัย สงครามโลกครั้งที่ 2 ราวปีพ.ศ. 2484 อาคารหลังนี้ใช้เป็นกองบัญชาการทหารญี่ปุ่น เคยใช้เป็นศาลากลางจังหวัดสตูล และเป็นสถานที่สำคัญทางราชการ ต่อมาปี พ.ศ. 2540-2543 กรมศิลปากรได้ปรับปรุงคฤหาสถ์กูเด็น เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น เป็นตึกแบบตะวันตก ประตูหน้าต่างรูปโค้งตามแบบสถาปัตยกรรมยุโรป หลังคาทรงปั้นหยาแบบไทยใช้กระเบื้องดินเผา รูปกาบกล้วย บานหน้าต่างเป็นแผ่นไม้ชิ้นเล็ก ๆ เป็นเกล็ดแนวนอน ช่องลมด้านบนตกแต่งรูปดาวตามลักษณะสถาปัตยกรรม แบบอิสลาม ภายในจัดแสดงประวัติศาสตร์เมืองสตูล วิถีชีวิตของชาวสตูลในด้านต่างๆ เช่น ชีวิตชาวเลเกาะหลีเป๊ะ การปั้นหม้อ ห้องบ้านเจ้าเมืองสตูล ห้องวัฒนธรรมชาวไทยมุสลิม ให้ความรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น พิพิธภัณฑ์เปิดทุกวันพุธ-วันอาทิตย์ ปิดวันจันทร์ วันอังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00–16.00 น. ค่าเข้าชม ชาวต่างประเทศ 30 บาท ชาวไทย 10 บาท สวนสาธารณะเขาโต๊ะพญาวัง อยู่ในเขตเทศบาลเมืองสตูล ถนนคูหาประเวศน์ เป็นสวนสาธารณะที่มีบรรยากาศแตกต่างจาก สวนสาธารณะทั่วไปตรงที่ตั้งอยู่ติดภูเขาหินปูน จึงให้ความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในบรรยากาศถ้ำมากกว่าสวนสาธารณะโล่ง นอกจากนี้ มีลำคลองไหลผ่านข้างสวน ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์จึงเหมาะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ มีร้านอาหารอยู่บริเวณใกล้แหลมตันหยงโปและหาดทรายยาว อยู่ทางปากอ่าวสตูล ไปตามทางหลวงหมายเลข 4051 ( เส้นทางไปท่าเรือเจ๊ะบิลัง) ประมาณ 8 กิโลเมตร จะมีทางแยกไปยังบ้านตันหยงโปอีกประมาณ 10 กิโลเมตร ลักษณะเป็นแหลมที่ยื่นล้ำไปในทะเลอันดามัน เป็นพื้นที่ หมู่บ้านชาวประมง ชายหาดเต็มไปด้วยต้นมะพร้าวและบ้านเรือนชาวบ้าน จะพบเห็นสภาพชีวิตความเป็นอยู่โดยทั่วไปของชาวประมง และการตากของทะเลริมหาดมัสยิดกลางจังหวัดสตูล หรือ มัสยิดมำบัง ตั้งอยู่บริเวณมุมถนนบุรีวานิชและถนนสตูลธานี กลางเมืองสตูล เป็นสถานที่ประกอบ พิธีทางศาสนา ลักษณะรูปทรงมัสยิดเป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ตัวอาคารสีขาวตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบหินอ่อนและกระจกใส ตัวอาคารแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนนอกเป็นระเบียง มีบันไดขึ้นหอคอย ลักษณะเป็นยอดโดม สามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองสตูลได้ ส่วนในเป็นห้องโถงใหญ่ใช้เป็นที่ละหมาด ชั้นล่างมีห้องใต้ดินอ.ควนกาหลงวนอุทยานน้ำตกธาราสวรรค์ ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ “ป่าเขาหมาไม่หยก” จัดตั้งเป็นวนอุทยานโดยกรมป่าไม้เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2539 เป็นเขตที่มีฝนตกชุกค่อนข้างสม่ำเสมอทำให้เกิดป่าดงดิบที่อุดมสมบูรณ์ ภายในวนอุทยานสามารถเที่ยวชมน้ำตกที่มีความสวยงามประกอบด้วย 3 ชั้น ชั้นแรกได้แก่ น้ำตกโตนต่ำ ชั้นที่สองได้แก่ น้ำตกสายฝน ชั้นที่สามได้แก่น้ำตกสอยดาว น้ำตกปาหนัน อยู่ตำบลทุ่งนุ้ย ห่างจากตัวเมืองสตูล 39 กิโลเมตร มีต้นน้ำมาจากภูเขากะหมิง ธรรมชาติรอบ ๆ น้ำตกยังสมบูรณ์ มีน้ำไหลตลอดปี แต่บริเวณน้ำตกมีการสร้างเขื่อนผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดย่อมอ.ละงู
พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านละงู อยู่ตรงข้ามวัดอาทรรังสฤษฎิ์ ถนนละงู-ฉลุง ตัวอาคารมี สองชั้น ชั้นล่างจำหน่ายผลิตภัณฑ์งานฝีมือ ท้องถิ่นและขนม ชั้นบนจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ มีของจำพวกเครื่องทองเหลือง เครื่องปั้นดินเผา เครื่องเงิน เตารีด ธนบัตร เหรียญกษาปณ์ กระเบื้องเคลือบ เครื่องแก้ว เครื่องเสียง เครื่องดนตรี เครื่องจักสาน นาฬิกา พัดลมซึ่งเป็นของสะสมของคุณชัยวัฒน์ ไซยกุล เปิดให้บริการทุกวันพุธ-วันอาทิตย์ ปิดวันจันทร์ - วันอังคาร เวลา 10.00 -16.30 น.อัตราค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท นักเรียนในเครื่องแบบ 5 บาท ชาวต่างประเทศ 40 บาท
อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา เป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ชายฝั่งตะวันตกทางใต้ของไทย บริเวณช่องแคบมะละกา ฝั่งทะเลอันดามัน เกาะเภตรามีลักษณะคล้ายเรือสำเภา ครอบคลุมพื้นที่ชายหาดตลอดแนวฝั่งทะเลในท้องที่ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู ตำบลขอนคลาน อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล และตำบลสุกร อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาลาดชันสูง มีพื้นที่ราบบริเวณหุบเขาและชายหาด มีป่าไม้ ภูเขา สัตว์ป่า ปะการังหลากสีสวยงาม ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่ที่สำคัญต่างๆ คือ เกาะเภตรา เกาะลิดี เกาะบุโหลน เกาะเขาใหญ่ เกาะละโละแบนแต เกาะเหลาเหลียง และเกาะเปรามะ
สถานที่ท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา
อ่าวนุ่น เป็นที่ตั้งของที่ทำการอุทยานฯ อยู่บนโค้งเวิ้งอ่าวธรรมชาติที่มีบรรยากาศเงียบสงบ มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและบ้านพัก
หาดราไว เป็นชายหาด ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 และ 4 ตำบลขอนคลาน อำเภอทุ่งหว้า ห่างจากที่ทำการทุ่งหว้า ประมาณ 26 กิโลเมตร เข้าตรงทางแยกบ้านวังตง มีต้นสนอยู่ตลอดแนวชายหาด มีภูมิทัศน์ที่เหมาะสำหรับตั้งค่ายพักแรม
เกาะลิดีเล็ก อยู่ห่างจากที่ทำการฯ (อ่าวนุ่น) ประมาณ 5 กิโลเมตร และห่างจากท่าเรือปากบาราประมาณ 7 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์ฯ บนเกาะมีชายหาดทรายขาว น้ำใสเหมาะจะเล่นน้ำพักผ่อน ด้านข้างของเกาะมีป่าชายเลนที่สมบูรณ์ มีสัตว์น้ำหลายชนิดอาศัยอยู่ นักท่องเที่ยวที่จะพักบนเกาะต้องนำเต็นท์และอาหารมาเอง เพราะยังไม่มีร้านอาหารบริการ ส่วนเกาะลิดีใหญ่ ซึ่งอยู่ข้างเกาะลิดีเล็ก เป็นเกาะสัมปทานรังนกนางแอ่น
เกาะบุโหลน อยู่ห่างจากท่าเทียบเรือปากบาราประมาณ 22 กิโลเมตร เป็นเกาะที่มีหาดทรายขาวสะอาด น้ำทะเลใสสวยเล่นน้ำได้ มีจุดดำน้ำตื้นและดำน้ำลึกกระจายอยู่หลายจุด เช่น เกาะอายำและเกาะหินขาว ยามค่ำคืนบริเวณชายหาดมีปูเสฉวน ปูลม ให้ดู และยังเป็นจุดดูพระอาทิตย์ตกที่สวยงามจุดหนึ่งด้วย
น้ำตกวังสายทอง อยู่ริมถนน ร.พ.ช. สายทุ่งนางแก้ว-วังสายทอง ความงามของน้ำตกแห่งนี้อยู่ที่แอ่งน้ำแต่ละชั้นจับหินปูน ลักษณะคล้ายดอกบัวบานซ้อนลดหลั่นกันในแอ่งที่สวยงาม บริเวณน้ำตกมีต้นไม้ร่มรื่น เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจอำเภอทุ่งหว้าน้ำตกธารปลิว อยู่หมู่ 7 ตำบลทุ่งหว้า ห่างจากที่ว่าการอำเภอ 14 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่มีต้นน้ำเกิดจากเขาลุงเครอะ ในเขตจังหวัดตรัง-สตูล มี 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นแอ่งน้ำขนาดกว้าง 40 เมตร ยาว 50 เมตร รอบ ๆ บริเวณร่มรื่นด้วยพรรณไม้หลากหลาย artilynoreply@blogger.com1tag:blogger.com,1999:blog-4086595635849825714.post-5539241378683009102009-03-27T03:47:00.000-07:002009-04-10T07:43:17.927-07:00สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดสงขลา
คำขวัญประจำจังหวัดสงขลา "นกน้ำเพลินตา สมิหลาเพลินใจ เมืองใหญ่สองทะเล เสน่ห์สะพานป๋า ศูนย์การค้าแดนใต้"
ซึ่งเปลี่ยนมาจากคำขวัญเมื่อจังหวัดสงขลาเป็นเจ้าภาพกีฬาแห่งชาติ คือ
"นกน้ำเพลินตา สมิหลาเพลินใจ เมืองใหญ่สองทะเล เสน่ห์สะพานป๋า เฟื่องฟ้าสุดสวย"
และคำขวัญท่องเที่ยวครั้งแรกเมื่อการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยออกแคมเปญ Visit Thailand คือ
"นกน้ำเพลินตา สมิหลาเพลินใจ เมืองใหญ่สองทะเล เสน่ห์สะพานติณ ถิ่นธุรกิจแดนใต้"
ประวัติความเป็นมา ของจังหวัด สงขลา
มีตำนานและเรื่องเล่าหลายเรื่องทั้งที่เป็นบันทึกและจากคำบอกเล่าถึงชื่อของเมืองสงขลาหลายประการด้วยกัน ซึ่งพอจะแจกแจงตามเอกสารที่มาได้ดังนี้
ชื่อเมืองสงขลาได้ปรากฏชื่อในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 แห่งกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 1893 ว่าเป็นเมืองประเทศราชในจำนวน 16 หัวเมือง และในเอกสารที่บันทึกโดยคนไทยอีกหลายฉบับที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องเมืองสงขลาได้บันทึกประวัติของชื่อเมืองสงขลาว่า มาจากบันทึกของพ่อค้า และนักเดินเรือชาวอาหรับเปอร์เซีย ระหว่างปี พ.ศ. 1993-2093 ในนามของเมือง “ซิงกูร์" หรือ "ซิงกอรา” แต่ในหนังสือประวัติศาสตร์และการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยามของนายนิโกลาส แซร์แวส เรียกชื่อเมืองสงขลาว่า “เมืองสิงขร” โดยได้สันนิษฐานว่าคำว่าสงขลาในปัจจุบันน่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า “สิงหลา” หรือ “สิงขร” แปลว่าเมืองสิงห์ เนื่องมาจากการที่พ่อค้าชาวเปอร์เซียอินเดีย ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น ได้แล่นเรือผ่านมาค้าขายและแลเห็นเกาะหนู เกาะแมว ซึ่งเมื่อมองจากทะเลเข้าหาฝั่งในระยะไกล ๆ จะเห็นปรากฏเป็นภาพคล้ายสิงห์สองตัวหมอบเฝ้าปากทางเข้าเมืองสงขลา ชาวอินเดียจึงเรียกเมืองสงขลาในสมัยนั้นว่า “เมืองสิงหลา” ส่วนคนไทยเรียกว่า "เมืองสทิง” เมื่อแขกมลายูเข้ามาค้าขายกับเมืองสิงหลา ก็จะออกเสียงเพี้ยนเป็น “เซ็งคอรา” เมื่อฝรั่งเข้ามาค้าขายก็เรียกตามมลายูแต่เสียงเพี้ยนเป็นสำเนียงฝรั่งคือ “ซิงกอรา” (Singora) จากนั้นคนไทยพื้นถิ่นเองก็ได้เรียกตามเสียงมลายูและฝรั่งเพี้ยนเป็นคำว่า “สงขลา” ดังปัจจุบัน
นอกเหนือจากนี้ เอกสารชิ้นนี้ยังอธิบายต่อถึงความเป็นไปได้อีกสาเหตุหนึ่งว่า คำว่าสงขลาน่าจะเป็นการเรียกเพี้ยนมาจากคำว่า “สิงขร” ที่แปลว่าภูเขา เนื่องจากเมืองสงขลาในยุคดั้งเดิมตั้งอยู่เชิงเขา และต่อมาเจ้าเมืองคนแรกยังได้รับพระราชทานนามว่า “วิเชียรคีรี” ซึ่งสอดคล้องกับเมืองที่อยู่แถบภูเขา สอดคล้องกับสุภาวดี เชื้อพรามณ์ ที่ได้บันทึกว่าสงขลาเพี้ยนมาจากภาษาสันสกฤตหรือภาษาบาลี เนื่องจากชาวอินเดียล่องเรืออ้อมแหลมมลายูมาสู่ฝั่งตะวันออก เมื่อมองจากทะเลเข้าสู่ฝั่งสงขลาแลเห็นภูเขาเป็นปราการธรรมชาติ จึงเรียกว่า สิงขระ หรือ สิงขร ซึ่งคำไทยสิงขร หมายถึง ภูเขา ต่อมาชาวตะวันตกจึงเรียกตาม และเพี้ยนเป็นคำว่า ซิงโกรา หรือ ซิงกอรา เช่นเดียวกันกับที่กล่าวมาข้างต้น
เหตุผลสุดท้ายที่เอกสารในเอกสารการศึกษาความเป็นไปได้ก็คือ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชวินิจฉัยไว้ว่า “สงขลา” เดิมชื่อสิงหนคร (สิง-หะ-นะ-คอน) แต่แขกชาวมลายูพูดเร็วและออกเสียงเพี้ยนกลายเป็น สิง-คะ-รา แต่ออกเสียงเป็น ซิงคะรา หรือ สิงโครา จนมีการเรียกเป็น ซิงกอราในส่วนเอกสารของชาวตะวันตกที่กล่าวถึงสงขลาในช่วงเวลาต้น ๆ ซึ่งสามารถค้นย้อนหลังไปได้ถึงสามร้อยปีในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชโดยปรากฏชื่อเมืองสงขลาในแผนที่ของประเทศสยามที่ทำโดยนายเชอวาลีเย เดอ โชมอง ราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสที่เข้ามาเมืองไทยระหว่าง พ.ศ. 2228
พื้นที่
7,393.889 ตร.กม.(อันดับที่ 26)
ประชากร
1,335,768 คน (พ.ศ. 2551)(อันดับที่ 11)
ความหนาแน่น
180.66 คน/ตร.กม.(อันดับที่ 14)
การเดินทาง
รถยนต์ จากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงหมายเลข 4 ผ่านประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร-สุราษฎร์ธานี-นครศรีธรรมราช-ตรัง-พัทลุง-สงขลา รวมระยะทาง 950 กิโลเมตร
รถไฟ การรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดบริการเดินรถระหว่าง กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ทุกวัน ทั้งรถด่วนและรถเร็ว สอบถามรายละเอียดได้ที่ หน่วยบริการเดินทาง โทร. 1690, 02-223-7010, 02-223-7020 หรือ ที่สถานีรถไฟหาดใหญ่ โทร. 074-243-705, 074-238-005
www.railway.co.th
รถโดยสารประจำทาง บริษัท ขนส่ง จำกัด มีรถโดยสารประจำทาง กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ และกรุงเทพฯ-สงขลาบริการทุกวัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 13 ชั่วโมง สอบถามเพิ่มเติมติดต่อขนส่งสายใต้ โทร. 02-435-1199-200 (ปรับอากาศ) และ โทร. 02-434-5557-8 (รถธรรมดา) หรือหาดใหญ่ ติดต่อบริษัท ขนส่ง จำกัด โทร. 074-232-789, 074-232-404 บริษัท ปิยะทัวร์ จำกัด โทร. 074-428-972 บริษัท ไทยเดินรถ จำกัด โทร. 074-429-525
www.transport.co.th
เครื่องบิน บริษัท การบินไทย จำกัด และบริษัท แอร์เอเซีย จำกัด มีบริการเครื่องบินโดยสาร กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ทุกวัน ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ บริษัทการบินไทย โทร. 1566, 02-280-0060, 02-628-2000 หรือ สำนักงานการบินไทยหาดใหญ่ โทร. 074-245-851-2, 074-233-433
บริษัทแอร์เอเซีย จำกัด โทร. 02-515-9999 หรือสำนักงานแอร์เอเซียหาดใหญ่ โทร. 074-250-440 www.airasia.com
แหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดสงขลา
หาดสมิหลา
สงขลาเป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวมากมายโดยผมเองได้ไปบ่อยพอสมควรเพราะว่า เจ้านาย เป็นคนหาดใหญ่ ก็เลยแวะเที่ยวหลายที่เหมือนกัน แต่ที่ชอบมากเห็นจะไม่พ้น หาดสมิหลา ซึ่ง มีหาดทรายขาวสะอาด และทิวสนอันร่มรื่น มีร้านขายอาหารอยู่มาก การเดินทางจากหาดใหญ่ใช้รถประจำทางสายหาดใหญ่-สงขลา แต่หากอยู่ในตัวเมืองสงขลาก็มีรถสองแถว บริการจากตัวเมืองไปยังชายหาดในราคาไม่แพงนัก ชายทะเลเมืองสงขลาซึ่งเปรียบเสมือนห้องรับแขกธรรมชาติ ที่ต้อนรับผู้มาเยือนเรื่อยมาจนปัจจุบัน หาดสมิหลาอยู่ทางตอนเหนือของชายทะเลเมืองสงขลาถัดจากแหลมสนอ่อนทอดยาวไปจรดแหลมสมิหลาที่อยู่ท้ายหาดทางด้านใต้ เป็นชายหาดสวยงามน่าเดินเล่น ทรายขาวละเอียด น้ำไม่ลึกมาก เล่นน้ำได้ดี ตลอดแนวจัดเป็นสถานที่พักผ่อน ทางวิ่งออกกำลังกาย จุดชมวิวที่มีทิวทัศน์ของเกาะหนู เกาะแมวเป็นฉากหลัง มีปฏิมากรรมรูปนางเงือกนั่งอยู่บนโขดหิน อันเป็นสัญลักษณ์ของสมิหลา พร้อมด้วยรูปปั้นแมวและหนูที่บอกเล่าตำนานของเกาะหนูเกาะแมว เป็นที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวตั้งใจมาเยือนเมื่อมาถึงจังหวัดสงขลา นอกจากนี้เรายังจะได้ชมประติมากรรมต่างๆ ที่หาดสมิหลานี้
ประติมากรรมหนูและแมวกับลูกแก้ววิเศษ ติดตั้งอยู่ใกล้ปลายแหลมสมิหลาถัดจากประติมากรรมนางเงือกเป็นส่วนหนึ่งของความต้องการบอกเล่าเรื่องราวนิยายปรัมปราของคนสงขลาเช่นกัน เนื้อหาเกี่ยวกับเกาะหนู เกาะแมว ที่ตระหง่านอยู่ในทะเลด้านหน้าชายหาดสมิหลา ส่วนลูกแก้วเป็นตัวแทนของหาดทรายแก้ว หาดทรายบนชายฝั่งอำเภอสิงหนครที่อยู่ตรงข้ามกับหาดสมิหลา
ประติมากรรมประตูเมืองสงขลา ติดตั้งอยู่ใกล้ปลายแหลมสมิหลาเช่นกัน ซึ่งเป็นการจำลองประตูเมืองเก่าของเมืองสงขลาที่มีสถาปัตยกรรมงดงามจากในย่านกลางเมืองมาแสดงไว้ที่ชายหาด
ประติมากรรมพญานาคที่ให้คนจินตนาการว่านาคได้เลื้อยอยู่ใต้ดินตลอดแนวชายหาดสมิหลา โดยส่วนหัวพ่นน้ำอยู่ริมทะเลบริเวณสวนสองทะเล ส่วนสะดือโผล่ขึ้นจากดินบริเวณสระบัว และส่วนหางโผล่อยู่บริเวณชายหาดสมิหลาด้านถนนชลาทัศน์
ประติมากรรมคนอ่านหนังสือ ซึ่งมีแผ่นจารึกข้อความ ไว้ว่า ความรู้สร้างคน...คนสร้างชาติ ความรู้คืออำนาจ...สร้างชาติต้องสร้างคน ติดตั้งอยู่กลางวงเวียนปลายแหลมสมิหลา ใกล้กับประติมากรรมนางเงือก เพื่อต้องการสื่อแสดงให้เห็นว่าสงขลาคือเมืองแห่งการเรียนรู้
ทะเลสาบสงขลา
ทะเลสงขลา หรือ ทะเลสาบสงขลา เป็นทะเลสาบน้ำกร่อยที่มีขนาดใหญ่ ที่สุดของประเทศไทย และนับได้ว่าเป็นทะเลสาบ น้ำกร่อยที่ใหญ่ที่สุด ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สำคัญ ทะเลสงขลา มีวิวทิวทัศน์ ที่สวยงาม โดยมีพื้นที่ทั้งหมดของ ทะเลสาบสงขลา มากกว่า 1,040 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ในภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสงขลา จังหวัดพัทลุง และจังหวัดนครศรีธรรมราช
ภายใน ทะเลสาบสงขลา มีเกาะอยู่ หลายเกาะ อาทิเช่น เกาะสี่ เกาะห้า เกาะหมาก เกาะยอ เกาะนางคำ ซึ่งทางจังหวัดสงขลา ได้มีการพัฒนาให้เป็น แหล่งท่องเที่ยว ที่สำคัญของจังหวัดสงขลา
นักท่องเที่ยว สามารถเดินทาง ชมความสวยงามของธรรมชาติที่ ทะเลสาบสงขลา โดยการนั่งเรือหางยาวที่มีบริการนักท่องเที่ยว ตลอดทั้งวัน และมีนักท่องเที่ยว อีกไม่น้อย ชอบเดินทาง มาถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ที่บริเวณ สะพานติณสูลานนท์ ซึ่งเป็นสะพานคอนกรีต ที่มีความยาวที่สุดของประเทศไทย เป็นสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อต่อระหว่างอำเภอเมืองสงขลา กับตำบลเกาะยอ อำเภอสิงหนคร
สำหรับนักท่องเที่ยว ที่ชอบการท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ และชอบอะไร ที่เป็นธรรมชาติ ทะเลสาบสงขลา น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจาก ความสมบูรณ์ ของธรรมชาติ ที่ทำให้ สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่ง ที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาชนิด ทำให้มีห่วงโซ่อาหารเกิดขึ้นต่างๆ มากมาย และสำหรับนักท่องเที่ยวที่รักการส่องดูนก ทะเลสาบสงขลาก็มีนกมากมายหลายชนิด มีให้เลือกดู รับรองไม่ผิดหวังโดยเฉพาะ นกน้ำคูขุด ทีอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา
ตั้งอยู่ที่ถนนวิเชียรชม เป็นสถาปัตยกรรมแบบจีน อายุกว่า 100 ปี เดิมเป็นบ้านพักส่วนตัวของพระยาสุนทรานุรักษ์ (เนตร ณ สงขลา) ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา สร้างเมื่อ พ.ศ. 2421 จนกระทั่งปี พ.ศ. 2437 จึงใช้เป็นที่พำนักและว่าราชการของพระวิจิตรวรศาสตร์ ข้าหลวงพิเศษตรวจราชการเมืองสงขลา ซึ่งต่อมาก็คือเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) หลังจากนั้นใช้เป็นศาลาว่าการมณฑลนครศรีธรรมราชและเป็นศาลากลางจังหวัดจนถึงปี พ.ศ. 2496 ในปี พ.ศ. 2516 กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนอาคารนี้เป็นโบราณสถานและปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2525 ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงศิลปวัตถุภาคใต้ตอนล่าง และเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ทางด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ ชาติพันธุ์วิทยา ศิลปะจีน ศิลปะพื้นบ้านพื้นเมือง อาทิ บานประตูไม้เดิมของจวน เป็นศิลปะพุทธศตวรรษที่ 24 ทำด้วยไม้จำหลักเขียนสีและประดับมุกฝีมือช่างชาวจีนชั้นครู แสดงออกถึงคตินิยมในธรรมเนียมประเพณี วรรณคดี ศาสนาตามแบบจีนที่วิจิตรงดงามยังความสมบูรณ์อยู่มาก โบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์แหล่งโบราณคดีจากบ้านเชียง และกาญจนบุรี เปิดให้เข้าชมวันพุธ-วันอาทิตย์ เวลา 09.00-12.00 น. และ 13.00-16.00 น.
ค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 7431 1728
พิพิธภัณฑ์พธำมะรงค์
( พะธำมะรง) ตั้งอยู่ที่ถนนจะนะใกล้กับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งบ้านพักเดิมของรองอำมาตย์โทขุนวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) บิดาของ ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ พิพิธภัณฑ์ฯ เป็นสถาปัตยกรรมแบบเรือนไทยที่สร้างขึ้นเพื่อจำลองสถานที่เกิดของ ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษซึ่งเป็นชาวจังหวัดสงขลา จากคำบอกเล่าความทรงจำในอดีตสมัยที่บิดาของท่านดำรงตำแหน่งพัสดีเรือนจำสงขลา “ พะทำมะรง ” เป็นตำแหน่งเก่าของข้าราชการกรมราชทัณฑ์ ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีควบคู่กับตำแหน่งพัสดีปรากฎหลักฐานอยู่ในกฎหมายตราสามดวง และอัยการลักษณะต่าง ๆ ตำแหน่งพะทำมะรงได้ใช้ติดต่อกันมาตลอดจนได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2479 ตำแหน่งพะทำมะรงจึงได้ถูกยกเลิกไป พิพิธภัณฑ์ฯ เปิดให้เข้าชมทุกวันเว้นวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30-16.00 น.

สะพานติณสูลานนท์ เป็นสะพานคอนกรีตที่ยาวที่สุดในประเทศไทย อยู่ใน อำเภอเมืองสงขลา และอำเภอสิงหนคร โดยเชื่อมเกาะยอ 2 ด้าน ระหว่างฝั่งบ้านน้ำกระจาย อำเภอเมืองสงขลา และบ้านเขาเขียว อำเภอสิงหนคร ความยาวของสะพาน 2 ช่วง 940 เมตร และ 1,700 เมตร ตามลำดับ ก่อสร้างระหว่างปี พ.ศ. 2527 - พ.ศ. 2529 สมัย ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์เป็นนายกรัฐมนตรี
ชาวบ้านในจังหวัดสงขลานิยมเรียกว่า สะพานติณ สะพานเปรม หรือสะพานป๋าเปรม นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งจังหวัดสงขลาเขาตังกวน
บนยอดเขาตังกวนเป็นที่ประดิษฐานเจดีย์พระธาตุคู่เมืองสงขลา ซึ่งสร้างในสมัยอาณาจักรนครศรีธรรมราช เป็นศิลปะสมัยทวารวดี ในเดือนตุลาคมของทุกปีจะมีพิธีห่มผ้าองค์เจดีย์ ประเพณีลากพระและตักบาตรเทโว และยังสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองสงขลาและทะเลสาบสงขลาได้ และก่อนถึงยอดเขาตังกวนจะมีศาลาวิหารแดง (พลับพลาที่ประทับ) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิเชียรคีรี (ชม) ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาในสมัยนั้น สร้างพลับพลานี้ถวายตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2431
วัดจะทิ้งพระ
ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลจะทิ้งพระ ห่างจากที่ว่าการอำเภอสทิงพระประมาณ 200 เมตรเดิมเรียกว่า“ วัดสทิงพระ ” สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1542 ภายในวัดมีโบราณสถานซึ่งเป็นศิลปะสมัยศรีวิชัยที่น่าสนใจ เช่น เจดีย์พระมหาธาตุ วิหารพระพุทธไสยาสน์ ที่ภายในวิหารมีภาพวาดฝาผนังเกี่ยวกับพุทธประวัติที่ยังคงความสมบูรณ์อยู่มาก หอระฆังโบราณ วัดจะทิ้งพระ จะมีงานสมโภชน์พระพุทธไสยาสน์และพระเจดีย์ เป็นประจำปีทุกปี ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 6
วัดหาดใหญ่ใน
ตั้งอยู่ถนนเพชรเกษมใกล้สะพานคลองอู่ตะเภา เป็นที่ประดิษฐานพระนอนขนาดใหญ่ยาว 35 เมตร สูง 15 เมตร กว้าง 10 เมตร ชื่อ “ พระพุทธหัตถมงคล ” ที่ว่ากันว่าใหญ่เป็นอันดับสามของโลก ที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศนิยมไปนมัสการ
วัดมัชฌิมาวาส
( วัดกลาง) อยู่ที่ถนนไทรบุรี เป็นวัดใหญ่และสำคัญที่สุดในจังหวัดสงขลา อายุ 400 ปี สร้างตอนปลายอยุธยา เดิมเรียกว่าวัดยายศรีจันทร์ กล่าวกันว่ายายศรีจันทร์ คหบดีผู้มั่งคั่งในเมืองสงขลาได้อุทิศเงินสร้างขึ้น ต่อมามีผู้สร้างวัดเลียบ ทางทิศเหนือ และวัดโพธิ์ ทางทิศใต้ ชาวสงขลาจึงเรียกวัดยายศรีจันทร์ว่า “ วัดกลาง ” และได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ วัดมัชฌิมาวาส ” โดยพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นวชิรญาณวโรรสคราวเสด็จเมืองสงขลาเมื่อ พ.ศ. 2431 ในวัดมีโบราณสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง อาทิ พระอุโบสถ สร้างสมัยรัชกาลที่ 1 เป็นศิลปะประยุกต์ไทย-จีน ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เช่น ภาพท่าเรือสงขลาที่หัวเขาแดงที่มีการค้าขายกันคึกคัก ซุ้มประตู เป็นศิลปะจีนกับยุโรป และมีพิพิธภัณฑ์ “ ภัทรศิลป ” เป็นที่เก็บพระพุทธรูป วัตถุโบราณ ซึ่งรวบรวมมาจากเมืองสงขลา สทิงพระ ระโนด ซึ่งเป็นหลักฐานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ควรค่าแก่การศึกษา เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์-อังคารและวันหยุดราชการ เวลา 13.00 - 16.00 น.
น้ำตกโตนงาช้าง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง
(หากใครได้ไปต้องตกตะลึงและชอบในความสวยงามแน่ๆครับ)
น้ำตกโตนงาช้าง เป็น น้ำตกที่ถูกจัดว่าสวยที่สุดของภาคใต้ อยู่ในท้องที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา คำว่าโตน เป็นภาษาท้องถิ่น มีความหมายว่า น้ำตก แต่ด้วยความผันผวนทางการเมืองในภาคใต้ ป่าโตนงาช้างถูกกำหนดเป็นพื้นที่สีแดงที่ถูกปิดเป็นเวลาประมาณ 15 ปี จนถึงปี พ.ศ. 2519 กรมป่าไม้โดยกองอนุรักษ์สัตว์ป่าได้ส่งเจ้าหน้าที่มาสำรวจ และพิจารณาเห็นว่าป่าโตนงาช้างเป็นป่าผืนใหญ่ผืนหนึ่งติดกับประเทศมาเลเซีย เป็นป่าที่สมบูรณ์มีสัตว์ป่าชุกชุมและคาดว่าอาจมีแรดอาศัยอยู่ในพื้นที่ด้วย เป็นป่าต้นน้ำลำธารที่มีลำธารหลายสายไหลลงสู่ที่ราบลุ่มทะเลสาบสงขลาหล่อเลี้ยงพื้นที่กสิกรรมหลายแสนไร่ กองอนุรักษ์สัตว์ป่า(ในเวลานั้น) กรมป่าไม้ เล็งเห็นว่าควรจัดตั้งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเพื่อควบคุมและป้องกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติด้านสัตว์ป่าและป่าไม้ แหล่งน้ำ แหล่งอาหาร ตลอดจนสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีความสำคัญต่อสัตว์ป่าให้คงอยู่อย่างถาวร จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกาประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้างเมื่อวันที่ 2 กรกฎาค พ.ศ. 2521 สำนักงานเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าโตนงาช้างตั้งอยู่ที่บริเวณน้ำตกโตนงาช้าง ท้องที่ ตำบลทุ่งตำเสา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ห่างจากอำเภอหาดใหญ่ 26 กิโลเมตร เริ่มจากหาดใหญ่ไปตามถนนเพชรเกษม หาดใหญ่ - รัตภูมิ ถึงกิโลเมตรที่ 13 บ้านหูแร่ มีเส้นทางเข้าน้ำตกโตนงาช้างเป็นระยะทางอีก 13 กิโลเมตร อาณาเขตของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้างครอบคลุมท้องที่ตำบลทุ่งตำเสา ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ ตำบลท่าชะมวง ตำบลเขาพระ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลาและตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล มีพื้นที่ทั้งสิ้น 182 ตารางกิโลเมตร หรือ 113,721ไร่
ลักษณะภูมิประเทศ
ภูมิประเทศทั้งหมดเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน มียอดเขาสูงสุด 932 เมตร จากระดับน้ำทะเล ตามภูเขาด้านทิศตะวันออกบางส่วนเป็นหน้าผาสูงชันเป็นทัศนียภาพที่แปลกตา มองเห็นทะเลสาบสงขลาได้ สภาพป่าสมบูรณ์เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญที่ไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา เช่น คลองโตนงาช้าง คลองโตนปลิว คลองลำแชง คลองบริพัตร คลองดุสม คลองต่ำ เป็นต้น ภูเขารอบนอกลดระดับของลำธารแต่ละแห่งอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดน้ำตกตามลำธารใหญ่น้อย ทั่วไป เช่น น้ำตกโตนงาช้าง น้ำตกโตนปลิว น้ำตกคลองลำแชง น้ำตกบริพัตร และน้ำตกปาหนัน
ข้อปฏิบัติสำหรับผู้เข้าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
ไม่นำอาวุธหรือเครื่องมือล่าสัตว์ป่าเข้าไป เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่พนักงาน
ไม่นำวัตุระเบิด ดอกไม้เพลิง ประทัด หรือสิ่งอื่นที่จะเป็นอันตรายแก่สัตว์ป่า เข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
ไม่นำยานพาหนะ หรือ สัตว์เลี้ยงเข้าไปเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจาก เจ้าหน้าที่พนักงาน
ไม่ทำการใดๆ อันอาจก่อให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้น
ไม่ส่งเสียงดัง หรือกระทำการใดๆ อันจะทำให้สัตว์ป่าตื่นตกใจ
ไม่เข้าไป หรืออยูในระหว่างพระอาทิตย์ตกจนถึงพระอาทิตย์ขึ้น เว้นแต่ ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่พนักงาน เดินทางเข้าและออกตามเส้นทาง ที่มีเจ้าพนักงานประจำอยู่เท่านั้น
สภาพภูมิอากาศ
สภาพอากาศเย็นสบายทุกฤดูกาล ในฤดูฝนมีฝนตกมากระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม
พรรณพืช
ป่าทั้งหมดเป็นป่าดงดิบชื้นทั่วทั้งป่า ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ที่สำคัญ คือ ยาง หลุมพอ ตะเคียนทอง ตะเคียนหิน ไข่เขียว กะบาก มะม่วงป่า จำปาป่า เสียดช่อ หลันตัน และพันธุ์ไม้ที่เป็นอาหารของสัตว์ป่า ได้แก่ มะขามป้อม เงาะป่า มะปริง มะม่วงป่า หว้า คอแลน ชมจง เหรียง ไทร กระท้อน สะตอ ก่อ พวง ทองบึ้ง ขนุนปาน มะหาด เป็นต้น
สัตว์ป่า
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้างมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมาย ซึ่งแยกประเภทได้ดังนี้ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ได้แก่ ช้างป่า สมเสร็จ เลียงผา เสือโคร่ง เสือดำ เสือปลา เก้ง หมาป่า กระจง หมี ชะมด ค้างคาว กระรอกชนิดต่าง ๆ ชะนี ลิง ค่าง เป็นต้น สัตว์จำพวกนก ได้แก่ นกหว้า ไก่จุก นกเงือก และนกอื่น ๆ เท่าที่สำรวจพบมีราว 200 ชนิด
จุดเด่นที่น่าสนใจ
ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้างมีน้ำตกหลายแห่งที่สวยงาม และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของประชาชนทั่วไปตลอดจนชาวต่างประเทศ เส้นทางคมนาคมสะดวก คือ
น้ำตกโตนงาช้าง เป็นน้ำตกที่สวยงามของภาคใต้ อยู่ใน.ท้องที่อำเภอหาดใหญ่ ใกล้สำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง
น้ำตกโตนปลิว อยู่ทางด้านทิศเหนือของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง ในท้องที่อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ห่างจากอำเภอหาดใหญ่ 28 กิโลเมตร
น้ำตกบริพัตร อยู่ทางด้านทิศตะวันตกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง ในท้องที่อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ห่างจากถนนสายรัตภูมิ - สตูล เพียง 800 เมตร
ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้างมีเส้นทางเดินเท้าชมธรรมชาติและสัตว์ป่า ที่พักแรม ไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว นอกจากนั้นในบริเวณน้ำตกโตนงาช้างยังเป็นที่ตั้งของสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าหาดใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ 5 ตารางกิโลเมตร ได้ปรับปรุงให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจและศึกษาความรู้เกี่ยวธรรมชาติและสัตว์ป่า ประกอบด้วยธรรมชาติริมลำธารน้ำตกโตนงาช้าง ป่าดงดิบ พรรณไม้นานาชนิด เส้นทางเดินชมธรรมชาติและสัตว์ป่าบางชนิดไว้ให้ชม
การเดินทาง
โดยทางรถยนต์ เริ่มจากอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไปตามถนนเพชรเกษม หาดใหญ่ - รัตภูมิ ถึงกิโลเมตรที่ 13 แยกซ้ายเข้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง 13 กิโลเมตร ถึงสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง รวมระยะทางหาดใหญ่ถึงสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง 26 กิโลเมตร
การติดต่อ
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง ตู้ ปณ. 83 อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110
และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆอีกมากมายในจังหวัดสงขลาครับ ดังนี้
น้ำตกบริพัตร วนอุทยานน้ำตกบริพัตร ห่างจากอำเภอเมือง 52 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 406 ระหว่างกิโลเมตรที่ 35-36 แยกจากปากทาง 800 เมตร เป็นน้ำตกเล็ก ๆ มีน้ำตลอดปี อยู่ท่ามกลางแมกไม้เขียวขจี เหมาะกับการเล่นน้ำ สามารถเดินขึ้นไปตามบันไดหินเลียบเขา ชั้นบนมีแอ่งน้ำเล็ก ๆ อีก 1 แห่ง
อุทยานนกน้ำคูขุด หรือ ทะเลสาปคูขุด เป็นส่วนหนึ่งของทะเลสาบสงขลา ได้รับการประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 นับเป็น อุทยานนกน้ำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและเอเซีย มีพื้นที่ 25 ตารางกิโลเมตร เท่าที่สำรวจพบนกชนิดต่างๆ ถึง 112 ชนิด เป็นนกนางแอ่น นกกระยาง นกพริก ระยะที่ เหมาะสมแก่การชมนก คือ ระหว่าง เดือนธันวาคม - พฤษภาคม เรือชมนกมีความจุ 6-20 คน สามารถเช่าได้จากบริเวณที่ทำการของอุทยาน ในราคาลำละประมาณ 150-200 บาท ใช้เวลาชมราว 1 ชั่วโมง 30 นาที
วัดพะโคะ (เดิมชื่อ วัดหลวง) ปัจจุบันชื่อ วัดราชประดิษฐาน ตั้งอยู่ บริเวณเขาพัทธสิงค์ หมู่ที่ 6 ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา
ปี พ.ศ. 1919-2039 สมัยอยุธยาตอนต้น ชาวเผ่าอินโดนีเซีย จากปลายคาบสมุทรมลายูบริเวณหมู่เกาะ ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่เจริญซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม มีการ ติดต่อกับชาวอาหรับเปอร์เซีย ตั้งแต่ตอนกลางพุทธศตวรรษที่ 19 ได้ส่งกองโจรสลัดมาทางมหาสมุทรเพื่อปล้นสะดมชุมชนต่าง ๆ ทางตอนกลางคาบสมุทรมลายูมีหลักฐานบันทึกในหนังสือเรื่องกัลปนาวัดในสมัยอยุธยากล่าวถึง โจรสลัดยกทัพยก กำลังเข้าปล้นตีเมืองพะโคะ แถบคาบสมุทรสทิงพระหลายครั้ง
พ.ศ. 2057 สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ได้สร้างวัดพะโคะ (เดิมชื่อ วัดหลวง) ต่อมา ได้สร้างวัดพะโคะ บนเขาพะโคะ ปัจจุบันชื่อ เขาพัทธสิงค์
พ.ศ. 2091 - 2111 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ได้รับพระราชทานที่กัลปนาวัด เรียกว่า วัดราชประดิษฐาน
พ.ศ. 2148 - 2158 สมเด็จพระเอกาทศรถ ได้บูรณะพระมาลิกเจดีย์สูง 1 เส้น 5 วา และได้พระราชทานยอดพระเจดีย์เนื้อเบญจโลหะ ยาว 3 วา 3 คืบ
เกาะยอ อยู่ในทะเลสาบสงขลา มีสวนผลไม้นานาชนิด และมีโบราณสถานเช่นวัดเขาบ่อ วัดท้ายยอซึ่งวัดนี้มีเจดีย์เก่าแก่อยู่บนเนินเขา การเดินทางไปยังเกาะยอนั้น มีเรือโดยสารไป-มาระหว่างตลาดสดสงขลากับเกาะยอ หรือจะเดินทางมาตามเส้นทาง สงขลา-หาดใหญ่ แล้วเลี้ยวขวาที่สี่แยก บ้านน้ำกระจาย ข้ามสะพานติณสูลานนท์ ซึ่งเป็นสะพานยาวที่สุดในประเทศไทย
เขาน้อย อยู่เลยเขาหลวงไปตามถนนเพชรเกษมไม่ไกลนัก อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของวัดเขาน้อยเทียมสวรรค์เป็นวัดเก่าแก่ พระอุโบสถหลังเก่าสร้างด้วยศิลา- แลงทั้งหลัง ภายในอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูป 2 องค์ ประทับนั่งหันหลังให้กัน เป็นพระที่สร้างด้วยศิลาแลง ชาวบ้านเรียกหลวงพ่อเขาน้อย และเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ ที่เขาน้อยยังมีสวนสรี ใกล้แหลมสมิหลา เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง บริเวณสวนตกแต่งด้วยต้นไม้จัดเป็นรูปต่าง ๆ
หาดสะกอม อยู่ทางใต้ของเส้นทางสงขลา-จะนะ-เทพา ห่างจากตัวเมืองสงขลาระยะทาง 53 กิโลเมตร และห่างจากอำเภอจะนะ 15 กิโลเมตร มีถนนลูกรัง เข้าถึงชายหาดซึ่งมีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร นับเป็นสถานที่เหมาะแก่การพักผ่อนแคมป์ปิ้ง และสามารถเช่าเรือประมงข้ามไปตกปลาที่เกาะขามซึ่งมีปลาชุกชุม อยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 2 กิโลเมตร
เจดีย์บรรจุบรมธาตุวัดชัยมงคล อยู่ภายในบริเวณวัดชัยมงคลหลังสถานีรถไฟสงขลา พระบรมธาตุที่บรรจุในเจดีย์นี้เป็นพระบรมธาตุที่ได้มาจากลังกาประมาณ พ.ศ. 2435
สถาบันทักษิณคดีศึกษา ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา บริเวณใกล้เชิงสะพานติณฯ ตอนเหนือ และอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 4146 มีพื้นที่ทั้งหมด 23 ไร่ 1 งาน 39.9 ตารางวา พื้นที่ส่วนหนึ่งอยู่ บริเวณเชิงเขาและอีกส่วนหนึ่งอยู่บนยอดเขา และเมื่อขึ้นไปอยู่บนสุดของพื้นที่ จะสามารถมองเห็นทะเลสาบ ส่วนที่ล้อมเกาะทั้ง 3 ด้านเป็นทัศนียภาพที่สวยงามมาก สถาบันแห่งนี้ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ 2521เพื่อศึกษาเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของภาคใต้และมีการจัดนิทรรศการ เกี่ยวกับศิลปวัฒน-ธรรมของภาคใต้ไว้ เป็นที่น่าสนใจมาก เช่นศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน จิตรกรรมฝาผนังเครื่องดนตรีพื้นบ้าน ตลอดจนผลิตภัณฑ์งานฝีมือต่างๆ สถาบันทักษิณคดีศึกษา ประ-กอบด้วยส่วนสำคัญ 5 ส่วน คือ พิพิธภัณฑ์-คติชนวิทยา อุทยานวัฒนธรรมศูนย์วิทย- บริการด้านวัฒนธรรม งานส่งเสริมและเผยแพร่และหมู่บ้านวัฒนธรรมสาธิต สถาบันเปิดให้ผู้สนใจชมในเวลา ราชการทุกวัน ค่าเข้าชมคนละ 5 บาท
หาดสร้อยสวรรค์ เป็นสถานที่พักผ่อนริมทาง ซึ่งแขวงการทางหลวง จัดหวัดสงขลา จัดสร้างให้นักท่องเที่ยวแวะพักผ่อนขณะเดินทางไกล อยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 27 ช่วงอำเภอเทพา เป็นหาดทรายขาวสะอาดสวยงาม มีความยาวประมาณ 3-4 กิโลเมตร
หาดเก้าเส้ง อยู่ทางทิศใต้ของหาดสมิหลาประมาณ 3 กิโลเมตร มีถนนแยกจากถนนไทรบุรี ตรงสามแยกสำโรง (โรง-พยาบาลประสาท) เป็นหาดที่สวยงามแห่งหนึ่งของสงขลา มีโขดหินระเกะ-ระกะอยู่ริมทะเล และ มีอยู่ก้อนหนึ่งตั้งเด่นอยู่เหนือโขดหิน ซึ่งชาวบ้านเรียกหินก้อนนี้ว่า "หัวนายแรง" ซึ่งมีประวัติความเป็นมาว่า นายแรงเป็นพ่อค้าสำเภาที่ร่ำรวยมาก เมื่อทราบข่าวว่า มีการสร้างพระธาตุที่เมืองนครศรีธรรมราช ก็แล่นเรือ ไปเพื่อจะร่วมบุญ ในการสร้างด้วย แต่ปรากฏว่าเมื่อเรือมาถึงสงขลา เกิดพายุเรือแตก ได้จอดซ่อมเรือที่บริเวณหาดเก้าเส้งจนกระทั่ง ทราบข่าวว่า พระธาตุเมืองนครสร้างเสร็จ เรียบร้อยแล้ว นายแรงมีความเสียใจเป็นอย่างมาก ที่ไม่มีส่วนร่วมบุญ และล้มป่วยไข้ จึงขนทรัพย์สมบัติจำนวน แสนฝังไว้ที่เชิงหน้าผา และอธิษฐานว่าขอให้มีเรี่ยวแรงยกก้อนหินใหญ่มาปิดไว้ ก่อนตายได้อธิษฐานว่าผู้ที่ จะมาเอาสมบัติดังกล่าวนี้ จะต้องเป็นลูกหลานของนายแรงเอง หรือเมื่อพระธาตุมีสภาพชำรุดทรุดโทรม ต้อง การที่จะนำเงินไป บูรณะปฏิสังขรณ์จนปัจจุบันนี้ยัง มิอาจหาผู้ใดมาผลักหินก้อนนี้ตกหน้าผาได้
หาดทรายแก้ว อยู่ห่างจากตัวเมือง 7 กิโลเมตร ตามเส้นทางสงขลา-สทิงพระ เป็นหาดทรายยาวประมาณ 3 กิโลเมตร มีโรงแรมที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ตามเส้นทางสงขลา-สทิงพระ ยังมีหาดทรายอื่น ๆ อีก เช่น หาดสทิงพระและหาดม่วงงาม
วัดถ้ำเกาะ อยู่ห่างจากสามแยกสำโรงตามเส้นทางสายสลขลา-นาทวี ประาณ 2 กิโลเมตร เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง มีรอยพระพุทธบาทจำลองอยู่บนยอดเขา ประชาชนนิยมไปกราบไหว้บูชาติดกับวัดถ้ำเกาะ
หาดม่วงงาม อยู่ด้านใต้หาดสทิงพระลงมา 16 กิโลเมตร ห่างจากสงขลา 20 กิโลเมตรครับ ในเขตตำบลม่วงงาม อำเภอเมือง จากถนนสายสงขลา-สทิงพระ กิโลเมตรที่ 18 จะมีทางแยกสู่ชายหาดเป็นถนนลูกรัง 1 กิโลเมตรครับ เป็นหาดยาวเหยียดทรายขาวสะอาดสวยงาม ยาว 3 กิโลเมตร ลักษณะเหมือนหาดสทิงพระ
วัดถ้ำตลอด ตั้งอยุ่ที่บ้านถ้ำตลอด หมู่ที่ 6 ตำบลเขาแดง อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ตั้งอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอสะบ้าย้อยประมาณ 25 กิโลเมตร ตามถนนสาย รพช. (ต.สะบ้าย้อย-ต.เขาแดง) วัดถ้ำตลอด สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย บริเวณวัดมีถ้ำสวยงามมากเรียกกันว่า "ถ้ำตลอด" มีลักษณะคล้ายอุโมงค์ขนาดใหญ่ ผ่าผ่านทะลุออกไปอีกฟากหนึ่งของภูเขา บริเวณถ้ำมี 3 คูหา มีพระพุทธรูปเก่าแก่สร้างด้วยไม้โบกปูนซีเมนต์ มีอายุหลายร้อยปีอากาศร่มรื่น เย็นสบาย เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ
ถ้ำรูนกสัก ตั้งอยู่หมุ่ที่ 4 ตำบลคูหา อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ตั้งอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอสะบ้าย้อยประมาณ 14 กิโลเมตร ระหว่างทางจะมีป้ายด้านขวามือแสดงเส้นทางเข้าไปยังถ้ำรูนกสัก ซึ่งเป็นถ้ำที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง มีลำธารไหลผ่านกลางถ้ำ มีหินงอกหินย้อยรูปร่างลักษณะต่าง ๆ มากมาย เป็นถ้ำที่ทะลุถึงกัน ยาวประมาณ 300 เมตร
สวนสาธารณะเทศบาลเมืองหาดใหญ่ ริมถนนกาญจนวณิชย์ เส้นทางหาดใหญ่-สงขลา ห่างจากตัวเมืองหาดใหญ่ 6 กิโลเมตร เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ของชาวหาดใหญ่ และบริเวณใกล้เคียง ตลอดจนนักท่องเที่ยวต่างชาติ บริเวณสวนตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับอย่างงดงาม มีศาลากลางน้ำ และสวนสัตว์
ตัวเมืองหาดใหญ่ เป็นเมืองที่ทันสมัยประกอบด้วยอาคาร บ้านเรือน ร้านค้าพาณิชย์ต่าง ๆ มากมาย ท่านอาจจะเดินชมสินค้าต่าง ๆ อย่างเพลิดเพลินโดยตั้งต้นจากจุดหนึ่งในย่านกลางเมือง เช่น ถนนนิพัทธ์อุทิศ 1,2 และ 3 แล้วท่านจะพบสินค้าแปลก ๆ ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ศูนย์การค้ามีหลายแห่ง บริเวณถนนเสน่หานุสรณ์ ถนนนิพัทธ์อุทิศ 3 ถนนเพชรเกษมและบริเวณสถานีรถไฟหาดใหญ่ ซึ่งย่านการค้าเหล่านี้อยู่ในบริเวณใจกลางเมือง ท่านสามารถเดินทางไปถึงได้อย่างสะดวก ราคาสินค้าที่นำเข้ามาจากทางมาเลเซียหรือสิงคโปร์ ถือว่าราคาถูกพอสมควรเลยทีเดียวเชียว
artilynoreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-4086595635849825714.post-61223215011028665362009-03-24T02:43:00.000-07:002009-04-10T07:42:17.947-07:00สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดนราธิวาส
ตราประจำจังหวัดทักษิณราชตำหนัก ชนรักศาสนา นราทัศน์เพลินตา บาโจตรึงใจ แหล่งใหญ่แร่ทอง ลองกองหอมหวานนราธิวาสนราธิวาส เดิมชื่อ “มะนาลอ” เป็นหมู่บ้านขึ้นอยู่กับเมืองสายบุรี ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงโอนไปขึ้นกับเมืองระแงะ ซึ่งเป็นเมืองหนึ่งในการปกครอง 7 หัวเมือง
ในสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้แบ่งเขตของการปกครองเมืองปัตตานี ออกเป็น 7 หัวเมือง คือ เมืองปัตตานี เมืองหนองจิก เมืองยะลา เมืองรามัน เมืองระแงะ เมืองสายบุรี และเมืองยะหริ่ง โดยมีเจ้าเมืองเป็นผู้ปกครอง
ในปี พ.ศ. 2444 (ร.ศ. 120) รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าให้ยุบหัวเมืองทั้ง 7 เหลือแค่ 4 หัวเมือง และให้ขึ้นอยู่กับมณฑลปัตตานี อันได้แก่
เมืองปัตตานี ประกอบด้วย หนองจิก ยะหริ่ง และปัตตานี เมืองยะลา ประกอบด้วย รามัน และ ยะลา เมืองสายบุรี และ เมืองระแงะ หมู่บ้าน “ มะนาลอ “ ซึ่งขึ้นกับเมืองระแงะ มีความเจริญและเป็นที่ชุมชนที่หนาแน่นมากกว่าตัวเมืองระแงะ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมเยียนราษฎรภาคใต้ และทรงมีพระราชดำริให้ย้ายศาลากลางว่าการเมืองระแงะมาตั้งอยู่ที่บ้านมะนาลอ และได้พระราชทานชื่อเมืองว่า “เมืองนราธิวาส” คำว่า “นราธิวาส” มาจากคำผสมระหว่าง นร.+อธิวาส ซึ่งแปลว่า ที่อยู่ของคนดี ในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบบริหารอาณาจักรสยาม “เมืองนราธิวาส “ จึงได้รับการจัดตั้งเป็น “ จังหวัดนราธิวาส “ มาจนถึงปัจจุบัน
ที่ตั้งและอาณาเขต
จังหวัดนราธิวาส ตั้งอยู่ทางฝั่งทะเลด้านตะวันออกของแหลมมาลายู ห่างจากกรุงเทพมหานคร โดยทางรถยนต์ 1,149 กม. และทางรถไฟ 1,116 กม.
- ทิศเหนือ จดจังหวัดปัตตานี และ อ่าวไทย
- ทิศตะวันออก จดอ่าวไทย และ ประเทศมาเลเซีย
- ทิศใต้ จดประเทศมาเลเซีย
- ทิศตะวันตก จดจังหวัดยะลา
ภูมิประเทศ
ลักษณะภูมิประเทศ เป็นป่าและภูเขา ประมาณ 2/3 ของพื้นที่ทั้งหมด มีภูเขาหนาแน่นแถบทิศตะวันตกเฉียงใต้ จดเทือกเขาสันกาลาคีรี ซึ่งเป็นแนวกั้นพรมแดนไทย – มาเลเซีย ลักษณะของพื้นที่มีความลาดเอียงจากทิศตะวันออก พื้นที่ราบส่วนใหญ่อยู่บริเวณติดกับอ่าวไทยและที่ราบลุ่มบริเวณแม่น้ำ 4 สาย คือ แม่น้ำสายบุรี แม่น้ำบางนรา แม่น้ำตากใบ และแม่น้ำสุไหงโกลก มีพื้นที่เป็นป่าพรุประมาณ 261,800 ไร่
ภูมิอากาศ
ลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบร้อนชื้น มีเพียง 2 ฤดู คือ
1. ฤดูร้อน ระหว่าง เดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน
2. ฤดูฝน ระหว่าง เดือนพฤษภาคม – มกราคม
เดือนที่มีฝนตกมากที่สุด คือ เดือนธันวาคม
จำนวนเนื้อที่ ประชากร ศาสนา และภาษา
จังหวัดนราธิวาส มีเนื้อที่ทั้งหมด 4,475.43 ตร.กม.จำนวนประชากร สำรวจเมื่อ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2542 จำนวน 669,861 คน เป็นชาย 333,939 หญิง 335,922 คน
ประชากร 82% นับถือศาสนาอิสลาม มี มัสยิด 549 แห่งประชากร 17% นับถือศาสนาพุทธ มี วัด 65 แห่ง ประชากร 1% นับถือศาสนาคริสต์และศาสนาอื่น ๆ มีโบสถ์คริสต์ 4 แห่ง
สำหรับภาษาที่ใช้ นิยมใช้ภาษาถิ่น ซึ่งเรียกว่า "ภาษามาลายูพื้นเมือง" โดยใช้ในชีวิตประจำวันมากกว่าภาษาไทย
สภาพเศรษฐกิจ และ รายได้ประชากร
เศรษฐกิจโดยทั่วไปของจังหวัดขึ้นอยู่กับ ผลผลิตทางด้านการเกษตรเป็นสำคัญประชากรมีรายได้เฉลี่ยต่อคน ต่อปี เท่ากัน 32,998 บาท (สำรวจเมื่อปี 2539)
การเกษตรกรรม
จังหวัดนราธิวาส มีเนื้อที่ทั้งหมด 2,797,143 ไร่ พื้นที่ถือครองทำการเกษตร 1,599,267 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 57.18 ของเนื้อที่ทั้งหมด มีการทำการเกษตรกรรม ดังนี้
ยางพารา เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญเป็นอันดับหนึ่งของจังหวัดนราธิวาส มีเนื้อที่ปลูกยางพารา ทั้งสิ้น 921,414 ไร่ หรือร้อยละ 57.61 ของพื้นที่ถือครองทำการเกษตรทั้งหมด
ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับสองของจังหวัดนราธิวาสมีพื้นที่นาทั้งหมด 150,362 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 9.40 ของพื้นที่ถือครองทำการเกษตร
ไม้ผล เป็นพืชเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง ที่ทำรายได้ให้แก่เกษตรกรเจ้าของสวนปีละเป็นจำนวนมาก เช่น ลองกอง ทุเรียน เงาะ มังคุด มีพื้นที่ดังนี้
- ลองกอง เนื้อที่ปลูก 55,089 ไร่
- ทุเรียน เนื้อที่ปลูก 32,175 ไร่
- เงาะ เนื้อที่ปลูก 24,259 ไร่- มังคุด เนื้อที่ปลูก 12,296 ไร่
- มะพร้าว มีเนื้อที่ปลูก 65,618 ไร่ ผลผลิตมะพร้าวจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้ 2 ลักษณะ คือ บริโภคสด และทำมะพร้าวแห้งนำไปขายจังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดปัตตานี ซึ่งมีโรงงานหีบน้ำมันมะพร้าว
การประมง
จังหวัดนราธิวาส มีประชากรเป็นชาวประมง จำนวน 4,000 ครัวเรือน 13,446 คน มีพื้นที่เลี้ยงสัตว์น้ำ ประมาณ 5,000 ไร่ กระจายอยู่ในทุกอำเภอ
การประมงทะเล ส่วนใหญ่จะทำบริเวณชายฝั่งในเขตท้อง อำเภอเมืองนราธิวาส และอำเภอตากใบ
(1) เรือประมงอวนลาก จำนวน 131 ลำ
(2) เรือประมงอวนลอย จำนวน 260 ลำ
(3) เรืออวนไดหมึก จำนวน 30 ลำ
(4) เรืออวนลอยปลาเล็ก จำนวน 50 ลำ
4.2 การประมงน้ำจืด มีผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด จำนวน 3,200 ราย ( ปี 2542 )
4.3 การประมงน้ำกร่อย มีจำนวน 256 ราย
4.4 ธุรกิจการทำประมง
ผู้ประกอบอาชีพค้าสินค้าสัตว์น้ำโดยทางรถยนต์ จำนวน 30 ราย
ทำกะปิ เพื่อการค้า จำนวน 3 ราย
ทำบูดู เพื่อการค้า จำนวน 1 ราย
ทำปลาเค็ม ข้าวเกรียบ หมึกแห้ง จำนวน 77 ราย
การคมนาคม
ภายในจังหวัด มีถนนเชื่อมติดกันทุกอำเภอ ทุกตำบล และเกือบทุกหมู่บ้าน
ระหว่างจังหวัด การเดินทางระหว่างจังหวัดนราธิวาสกับจังหวัดอื่น ๆ กระทำได้ 3 ทาง คือ
ทางถนน ทางรถไฟ และ ทางเครื่องบิน ( มีท่าอากาศยาน 1 แห่ง ที่บ้านทอน ต.โคกเคียน อ.เมืองนราธิวาส ห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ 13 กิโลเมตร)แหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดนราธิวาส
ชายหาดนราทัศน์ เป็นหาดทรายขาวสะอาดยาวประมาณ 5 กิโลเมตร ไปสิ้นสุดที่ปลายแหลมด้านปากแม่น้ำบางนรา ซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดการแข่งขันเรือกอ และที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีด้วย แนวสนทำให้บรรยากาศริมทะเลร่มรื่นมากขึ้น ชาวบ้านนิยมมาพักผ่อนหย่อนใจกันที่นี่ ใกล้ๆ กันมีหมู่บ้านชาวประมงตั้งกระจัดกระจาย ตามริมแม่น้ำบางนรา และบริเวณเวิ้งอ่าวมีเรือกอ และของชาวประมงจอดยู่มากมาย อยู่เลยจากตัวเมืองนราธิวาส ไปตามถนนสายพิชิตบำรุง ประมาณ 1 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการรถจักรยานยนต์ รถสามล้อถีบหรือรถสองแถวเล็กจากตัวเมืองนราธิวาส ไปยังหาดนราทัศน์ได้สะดวกพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สตูล (คฤหาสถ์กูเด็น)
ตั้งอยู่ถนนสตูลธานีซอย ๕ ตรงข้ามกับสำนักงานที่ดินจังหวัดสตูล สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๑ แล้วเสร็จใมัสยิดกลาง (เก่า) มัสยิดกลางหลังเก่านี้ มีชื่อว่า มัสยิดยุมอียะห์ หรือมัสยิดรายอ ตั้งอยู่ทางเหนือของตัวเมืองห่างจากศาลากลางจังหวัดขึ้นไปตามถนนพิชิตบำรุงก่อนถึงหอนาฬิกาเล็กน้อย เป็นมัสยิดไม้แบบสุมาตราสร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๑ เป็นมัสยิดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองนราธิวาส และเป็นที่ตั้งของสุสานเจ้าเมืองเก่า คือ พระยาภูผาภักดี
ตามปกติมัสยิดกลางประจำจังหวัดจะมีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น แต่เนื่องจากมัสยิดแห่งนี้ค่อนข้างคับแคบ จึงได้มีการสร้างมัสยิดหลังใหม่ขึ้นบริเวณปากแม่น้ำบางนรา อย่างไรก็ตามประชาชนในพื้นที่ยังคงเลื่อมใสศรัทธาในมัสยิดหลังเก่าอยู่ มัสยิดแห่งนี้จึงดำรงฐานะเป็นมัสยิดกลางสืบต่อไป และทำให้นราธิวาสมีมัสยิดกลางประจำจังหวัดด้วยกันถึง ๒ แห่ง
มัสยิดกลาง (ใหม่) ตั้งอยู่ที่บ้านบางนรา ก่อนถึงหาดนราทัศน์เป็นสถานที่ ประกอบศาสนกิจของชาวไทย ที่นับถือศาสนาอิสลาม มัสยิดกลางนราธิวาสนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2524 เป็นมัสยิดกลางประจำจังหวัดแห่งที่ 2 สร้างเป็นอาคาร 3 ชั้น แบบอาหรับ ชั้นล่างจะเป็นห้องประชุมใหญ่ ห้องทำละหมาดอยู่ 2 ชั้นบน ยอดเป็นโดมขนาดใหญ่ มีหอสูงสำหรับส่งสัญญาณอาซาน เรียกชาวมุสลิมเข้ามาละหมาดพระพุทธอุทยานเขากง (วัดเขากง-พระพุทธทักษิณมิ่งมงคล)
มีเนื้อที่ 142 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลลำภู จากตัวเมืองใช้เส้นทางนราธิวาส-ระแงะ (ทางหลวงหมายเลข 4055) ประมาณ 9 กิโลเมตร จะมองเห็นวัดเขากง และพระพุทธรูปทักษิณมิ่งมงคลสีทอง ปางปฐมเทศนาขัดสมาธิเพชรอยู่บนยอดเขา เป็นศิลปะสกุลช่างอินเดียตอนใต้ เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2509 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2512 องค์พระเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ประดับด้วยโมเสกสีทอง หน้าตักกว้าง 17 เมตร ความสูงวัดจากพระเกศบัวตูมถึงบัวใต้พระเพลา 24 เมตร จัดเป็นพระพุทธรูปกลางแจ้งที่งดงาม และใหญ่ที่สุดในภาคใต้ เนินเขาลูกถัดไปมีเจดีย์สิริมหามายา ซึ่งเป็นทรงระฆัง เหนือซุ้มประตูทั้ง 4 ทิศมีเจดีย์รายประดับอยู่ ภายในประดิษฐานพระพรหม บนยอดสุดบรรจุพระบรมสารีริกธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ เนินเขาถัดไปอีกลูกหนึ่งเป็นที่ตั้งของอุโบสถ ผนังด้านนอกทั้งสี่ด้านประดับกระเบื้องดินเผาแกะสลัก ด้านหลังเป็นรูปช้างหมอบถวายดอกบัว หน้าบันเป็นรูปนักรบมีเทวดาถือคนโทถวาย
พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ตั้งอยู่บนเขาตันหยงมัส ตำบลกะลุวอเหนือ ด้านริมทะเลใกล้กับอ่าวมะนาว ห่างจากตัวจังหวัดนราธิวาสตาม ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4084 (นราธิวาส-ตากใบ) เป็นระยะทาง 8 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 300 ไร่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9)โปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2516 ภายในเขตพระราชฐานประกอบด้วย พระตำหนักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ และของพระบรมวงศานุวงศ์ ตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด ทำให้มีบรรยากาศร่มรื่น ยังมีศูนย์ศิลปาชีพ ซึ่งเป็นแหล่งฝึกงานเครื่องปั้นดินเผา และเซรามิก รวมทั้งจำหน่ายด้วย พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ทุกวันระหว่างเวลา 8.30-16.30 น. เว้นเฉพาะช่วงที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จ พระราชดำเนินแปรพระราชฐาน มาประทับแรมเท่านั้น ซึ่งปกติจะเป็นช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม การเดินทาง สามารถนั่งรถโดยสารประจำทางเส้นที่ไปอำเภอตากใบ และลงที่หน้าพระตำหนักได้เลย
นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆอีกมากมายใน จังหวัดนราธิวาส ดังนี้อ.เมือง
อุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว-เขาตันหยง ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑ ตำบลกะลุวอเหนือ ตามทางหลวงหมายเลข ๔๐๘๔ (นราธิวาส-ตากใบ) ประมาณ ๓ กิโลเมตร และมีทางแยกไปสู่หาดอีก ๓ กิโลเมตร เป็นชายหาดที่ยาวต่อเนื่องจากชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของจังหวัดปัตตานี เป็นโค้งอ่าวเชื่อมต่อกัน ยาวประมาณ ๔ กิโลเมตร มีโขดหินคั่นสลับโค้งหาดเป็นระยะ ด้านหนึ่งติดพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ บริเวณริมหาดมีสวนรุกขชาติ และทิวสนร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อน มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชายหาด (beach forest) ระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตร พันธุ์ไม้ที่พบจะเป็นไม้ที่ชอบความแห้งแล้ง เช่น จักทะเล มะนาวผี เตยทะเล (ผลมีหน้าตาคล้ายสับปะรด) เป็นต้น หากใครอยากพักค้างคืนมีบ้านพักของเอกชนในบริเวณใกล้เคียงให้บริการ
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง จัดตั้งขึ้นเพื่อสนองพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่จะเป็นแหล่งรวมการศึกษา สาขาวิชาต่างๆ ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาที่ดินทำกินแก่ราษฎรในพื้นที่แบบเบ็ดเสร็จ คือ วิเคราะห์ ทดลอง ทดสอบการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ให้ข้อมูลวิชาการ และฝึกอบรมการเกษตร เนื้อที่ศูนย์ทั้งหมด ๑,๗๔๐ ไร่ ถูกแบ่งเป็น อาคารสำนักงาน แปลงสาธิต และแปลงวิจัยทดลองในพื้นที่ป่าพรุ โครงการในพระราชดำริ เช่น โครงการแกล้งดิน คือการทดลองทำให้ดินในนาข้าวเปรี้ยวที่สุด และหาวิธีแก้ไข เพื่อที่จะนำไปปรับใช้กับดินเปรี้ยวในพื้นที่ต่างๆได้ทุกที่ โครงการอื่นๆของศูนย์ เช่น โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ที่นำมาปรับใช้ให้เข้ากับสภาพพื้นที่นี้ซึ่งมีน้ำมากพออยู่แล้ว การทดลองปลูกปาล์มน้ำมันที่ขึ้นในดินอินทรีย์จัด โดยมีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กครบวงจร ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่เข้ามาดูแลผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน เช่น น้ำมันที่สกัดได้จากปาล์ม สบู่ เนย ส่วนหนึ่งขายให้คนงาน และส่วนหนึ่งจำหน่ายภายนอก โรงงานปศุสัตว์ทำบ่อก๊าซชีวภาพจากมูลวัว การทดลองนำระกำหวานมาปลูกเป็นพืชแซมในสวนยางพารา เป็นต้นไม่ใช่เฉพาะงานทางด้านเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียวทางศูนย์ยังเปิดศูนย์ฝึกอบรมงานหัตถกรรมจากกระจูดและใบปาหนันในวันเวลาราชการ การมาศึกษาหาความรู้ที่นี่ยังได้ความเพลิดเพลินไปด้วย ดังพระราชดำริที่จะให้การมาดูงานที่นี่เหมือนการมาพักผ่อนหย่อนใจในสวนสาธารณะ ทั้งนี้มีนิทรรศการของศูนย์ฯจัดทุกเดือนกันยายน ซึ่งตรงกับเทศกาลของดีเมืองนราพอดี การเดินทาง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ตั้งอยู่ระหว่างบ้านพิกุลทองและบ้านโคกสยา ตำบลกะลุวอเหนือ ห่างจากพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ประมาณ ๑ กิโลเมตร และห่างจากตัวเมืองนราธิวาสตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๘๔ นราธิวาส-ตากใบ ระยะทาง ๘ กิโลเมตร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. ๐ ๗๓๕๔ ๒๐๖๒-๓ หมู่บ้านยะกัง เป็นชุมชนเก่าแก่ตั้งแต่ครั้งนราธิวาสยังเป็นหมู่บ้านบางนรา ปัจจุบันเป็นแหล่งผลิตผ้าปาเต๊ะ หรือผ้าบาติก ที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัด อยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดไปตามทางหลวงสาย ๔๐๕๕ (อำเภอเมือง-อำเภอระแงะ) ระยะทางประมาณ ๔ กิโลเมตร เลี้ยวเข้าถนนยะกัง ๑ ซอย ๖ ประมาณ ๗๐๐ เมตร
หมู่บ้านทอน ตั้งอยู่ที่ตำบลโคกเตียน ห่างจากตัวเมืองตามเส้นทางนราธิวาส-บ้านทอน (ทางหลวง ๔๑๓๖) ประมาณ ๑๖ กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านชาวประมงไทยมุสลิม เป็นแหล่งผลิตเรือกอและทั้งของจริงและจำลอง เรือกอและจำลองมีราคาตั้งแต่หลักร้อยไปถึงหลักหมื่น แต่คุณค่าไม่ได้อยู่แค่นั้น เพราะคนที่ทำนั้นบางคนเป็นเด็กมีตั้งแต่อายุ ๑๓ ปีขึ้นไป เด็กบางคนในหมู่บ้านจะใช้เวลาว่างมานั่งหัดทำเรือกอและ ศิลปะพื้นบ้านของพวกเขาเอง
นอกจากเรือท่านอาจจะได้ความอิ่มใจกลับไปด้วยหากได้เห็นความสนอกสนใจของพวกเขาที่มีต่องานศิลปะเช่นนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์จากกระจูดและใบปาหนัน เช่นซองใส่แว่น กระเป๋า ไปจนถึงเสื่อที่มีลวดลายและสีสันสวยงามลงตัว หากรักษาดีๆ จะมีอายุการใช้งานถึง ๑๐ ปี ระดับราคาของผลิตภัณฑ์ต่างๆไม่แพงนักตั้งแต่ ๓๐ บาท ไปจนถึงหลักร้อย และที่นี่ยังเป็นแหล่งผลิตน้ำบูดู และข้าวเกรียบปลาที่ขึ้นชื่อของจังหวัดนราธิวาสอีกด้วย ตลอดแนวหาดจะเห็นแผงตากปลาเรียงรายอยู่ มีตุ่มซีเมนต์ใส่บูดูจำนวนมาก
นักท่องเที่ยวสามารถแวะมาชมวิธีการผลิตและซื้อของฝากได้ทุกวันแต่ปกติในบ่ายวันศุกร์ชาวบ้านมักจะไปทำละหมาดและพักผ่อน ซึ่งไม่สะดวกนักหากจะแวะมาเวลานี้เรือกอและ เป็นเรือประมงชายฝั่งขนาดเล็ก ที่ใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนล่าง ลักษณะเป็นเรือลำใหญ่ มีความยาว ๒๕, ๒๒ และ ๒๐ ศอก ลักษณะการสร้างเรือจะทำให้ส่วนหัวและท้ายเรือสูงขึ้นจากลำเรืออันเป็นเอกลักษณ์มาช้านาน ลวดลายบนลำเรือกอและเป็นการผสมผสานระหว่างลายมลายู ลายชวาและลายไทยโดยมีสัดส่วนของลายไทยอยู่มากที่สุดเช่น ลายกนก ลายบัวคว่ำบัวหงาย ลายหัวพญานาค หนุมานเหิรเวหา รวมทั้งลายหัวนกในวรรณคดี เช่น “บุหรงซีงอ” หรือ สิงหปักษี (ตัวเป็นสิงห์ หรือราชสีห์ หัวเป็นนกคาบปลาไว้ที่หัวเรือ) เชื่อกันว่ามีเขี้ยวเล็บและมีฤทธิ์เดชมาก ดำน้ำเก่ง จึงเป็นที่นิยมของชาวเรือกอและมาแต่บุร่ำบุราณ งานศิลปะบนลำเรือเสมือน“วิจิตรศิลป์บนพลิ้วคลื่น”และเป็นศิลปะเพื่อชีวิตเพราะเรือกอและมิได้อวดความอลังการของลวดลายเพียงอย่างเดียว ทว่ายังเป็นเครื่องมือในการจับปลาเลี้ยงชีพชาวประมงด้วย กล่าวกันว่าลูกแม่น้ำบางนราไม่มีเรือกอและหาปลาก็เหมือนไม่ใส่เสื้อผ้า
อำเภอตากใบ
วัดชลธาราสิงเห ตั้งอยู่หมู่ ๓ ตำบลเจ๊ะเห ริมฝั่งแม่น้ำตากใบ จากตัวเมืองออกไปตามเส้นทางสาย นราธิวาส-ตากใบ (ทางหลวงหมายเลข ๔๐๘๕) ถึงสี่แยกตลาดอำเภอตากใบแล้วเลี้ยวซ้ายไปอีกประมาณ ๑๐๐ เมตร จะถึงปากทางเข้าวัด ท่านพระครูโอภาสพุทธคุณ (พุด) เป็นผู้เริ่มก่อตั้งวัดนี้ขึ้นและต้องไปขอที่ดินจากพระยากลันตันเพื่อที่จะสร้างวัด เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๖ สมัยนั้นดินแดนตากใบยังเป็นของรัฐกลันตันอยู่ วัดนี้มีส่วนเกี่ยวพันกับกรณีแบ่งแยกดินแดนตากใบประเทศสยามกับประเทศมลายู ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษในขณะนั้น (สมัยรัชกาลที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๕๒) โดยฝ่ายไทยได้มีการยกเอาพระพุทธศาสนา วัดและศิลปะในวัด เป็นเครื่องต่อรองการแบ่งปันเขตแดน อังกฤษจึงยอมรับเหตุผล โดยให้นำเอาแม่น้ำโกลกตรงบริเวณที่ไหลผ่านเมืองตากใบ (แม่น้ำตากใบ) เป็นเส้นแบ่งเขตแดน วัดนี้จึงรู้จักในอีกนามหนึ่งว่า “วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย”บรรยากาศโดยทั่วไปในวัดชลธาราสิงเหนั้นเงียบสงบ และมีลานกว้างริมแม่น้ำที่จะมานั่งพักจิตใจได้ ส่วนภายในโบสถ์ซึ่งสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งเขียนโดยพระภิกษุชาวสงขลา เป็นพุทธประวัติที่สอดแทรกภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสมัยนั้นไว้เด่นชัดและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง และเป็นที่ประดิษฐานพระประธานปิดทองทั้งองค์ทำให้ไม่เห็นลักษณะเดิมที่พระโอษฐ์เป็นสีแดง พระเกศาเป็นสีดำ ประดิษฐานอยู่บนบุษบกทรงสอบสูงประมาณ ๑.๕ เมตร จากลักษณะบุษบกสันนิษฐานว่าเป็นพระมอญ มีวิหารประดิษฐานพระนอน ซึ่งตามผนังประดับด้วยเครื่องถ้วยสังคโลกเก่าแก่ การเดินทาง สามารถนั่งรถโดยสารประจำทางเส้นที่จะไปอำเภอตากใบ มีทั้งรถสองแถว(ค่าโดยสารประมาณ ๒๐ บาท) รถตู้(ค่าโดยสารประมาณ ๓๐ บาท ขึ้นที่วงเวียนในอำเภอเมือง) และรถบัส ลงที่แยกอำเภอตากใบ และเดินไปอีกประมาณ ๕๐๐ เมตร แต่รถตู้จะเข้าไปส่งถึงวัด
เกาะยาว ตั้งอยู่ไม่ไกลจากวัดชลธาราสิงเห จากสี่แยกตลาดอำเภอตากใบเลยไปยังแม่น้ำตากใบ มีสะพานไม้ชื่อ “สะพานคอย ๑๐๐ ปี” ยาว ๓๔๕ เมตร ทอดข้ามแม่น้ำตากใบไปยังเกาะยาว ซึ่งทางด้านตะวันออกของเกาะจะติดกับทะเล มีหาดทรายละเอียดสีน้ำตาล บรรยากาศสงบงาม ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นมุสลิมประกอบอาชีพประมงและสวนมะพร้าว ชายหาดกูบู-บ้านคลองตัน ครอบคลุมตำบลไทรวัน และตำบลศาลาใหม่ ทอดยาวไปจนถึงตำบลเจ๊ะเห มาสุดที่ปากแม่น้ำสุไหงโกลกชายแดนไทย ความยาวโดยประมาณ ๒๕ กิโลเมตร การเดินทางใช้เส้นทางหมายเลข ๔๐๘๔ (นราธิวาส-ตากใบ) ระยะทางประมาณ ๒๐ กิโลเมตร จะมีถนนถึงชายหาดระยะทาง ๑ กิโลเมตร เป็นชายหาดที่มีทิวทัศน์สวยงาม หาดทรายขาวสะอาด มีต้นสนขึ้นเป็นระยะๆ ร่มรื่นและเงียบสงบ
4. ด่านตาบา (ด่านตากใบ) ตั้งอยู่ที่บ้านตาบา ตำบลเจ๊ะเห อยู่ห่างจากตัวอำเภอตากใบราว ๓ กิโลเมตร ตามเส้นทางหมายเลข ๔๐๘๔ (อำเภอเมือง-อำเภอตากใบ) เป็นช่องทางการท่องเที่ยวและค้าขายระหว่างประเทศไทย-มาเลเซีย อีกแห่งหนึ่งนอกจากด่านสุไหงโกลก ผู้ที่จะข้ามไปซื้อของที่ร้านค้าปลอดภาษี ด่านศุลกากรเพนกาลันกูโป ของประเทศมาเลเซีย สามารถข้ามไปได้เลยแบบเช้าไป-เย็นกลับ แต่หากจะข้ามไปนานกว่านั้น สามารถขอใบผ่านแดน แบบ ๓ เดือน เข้า-ออกครั้งเดียวได้ โดยต้องเตรียมคำร้องจากสำนักงานอำเภอที่ตัวเองมีชื่อในทะเบียนบ้านไปยื่นที่สำนักงานอำเภอตากใบ สอบถาม โทร. ๐ ๗๓๕๘ ๑๒๓๙, ๐ ๗๓๕๘ ๑๔๔๔ การข้ามฟากสามารถข้ามไปโดยเรือหางยาว หรือแพขนานยนต์ก็ได้ (จะอยู่กันคนละท่า) ออกทุก ๑๕ นาที วิ่งระหว่างเวลา ๖.๓๐–๑๗.๑๕ น. ค่าโดยสารคนละ ๗ บาท เท่ากันทุกท่า จักรยานยนต์ ๑๕ บาท รถ ๔ ล้อ ๕๐ บาท รถบัส ๑๐๐ บาท
การนำรถยนต์เข้าไปถ้าจะไปไกลกว่าด่านศุลกากรจะต้องทำประกันรถยนต์สำหรับวิ่งในประเทศมาเลเซียก่อน และมีข้อกำหนดว่าต้องเป็นรถที่ติดฟิล์มไม่เกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ และมีเข็มขัดนิรภัย เพราะฝั่งมาเลเซียเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยรถยนต์ มีบริษัทรับทำประกันรถยนต์ทั้งฝั่งไทยและฝั่งมาเลย์ ที่ฝั่งไทยทำได้สะดวกเพราะมีหลายบริษัท ค่าประกันประมาณ ๖๐๐–๗๐๐ บาท ระยะเวลาประกัน มีหลายแบบตั้งแต่ ๙ วัน – ๑ ปี
อำเภอสุไหงโกลก
ด่านสุไหงโกลก ตัวเมืองสุไหงโกลก ดูจะคึกคักกว่าตัวเมืองนราธิวาส คงเพราะเป็นด่านการค้าชายแดนที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด และยังเดินทางข้ามไปมาได้สะดวกทั้งคนไทยและคนมาเลย์ มีการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างประเทศ เปิดตั้งแต่ ๐๕.๐๐–๒๑.๐๐ น. ชาวไทยมักข้ามไปยังฝั่งรันตูปันยัง เพื่อซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า ของกินเล่น ส่วนคนมาเลย์จะข้ามมาซื้ออาหาร และผลไม้ ด่านสุไหงโกลก อยู่ห่างจากสถานีรถไฟสุไหงโกลก ประมาณ ๑ กิโลเมตร
การเดินทางจากตัวเมืองนราธิวาสสามารถเดินทางไปยังอำเภอสุไหงโกลกได้ ๒ เส้นทาง คือ จากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข ๔๐๕๕ (นราธิวาส-ระแงะ) แล้วแยกซ้ายที่บ้านมะนังตายอ ไปตามเส้นทางหมายเลข ๔๐๕๖ ผ่านอำเภอสุไหงปาดี เข้าสู่อำเภอสุไหงโกลก หรืออาจใช้ทางหลวงหมายเลข ๔๐๘๔ จากตัวเมืองนราธิวาสไปยังอำเภอตากใบ แล้วเลี้ยวขวาเข้าสู่เส้นทางหมายเลข ๔๐๕๗ (ตากใบ-สุไหงโกลก) เป็นระยะทาง ๖๖ กิโลเมตร จากด่านสุไหงโกลก สามารถขับรถข้ามสะพานเข้าไปเที่ยวเมืองโกตา บาห์รูของมาเลเซียได้ แต่รถที่จะเข้าไปต้องทำประกันรถยนต์ (รายละเอียดดูที่ด่านตาบา) การขอใบผ่านแดนสอบถาม โทร. ๐ ๗๓๖๑ ๑๒๓๑
ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ ตั้งอยู่ที่ซอยภูธร ถนนเจริญเขต ในเขตเทศบาลตำบลสุไหงโกลก เดิมทีเจ้าแม่โต๊ะโมะนี้ประดิษฐานอยู่ที่บ้านโต๊ะโมะ อำเภอสุคิริน ต่อมาชาวบ้านได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่อำเภอสุไหงโกลก เป็นที่นับถือของชาวสุไหงโกลก และชาวจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งชาวจีนในประเทศมาเลเซียเป็นอย่างมากทุกๆ ปี จะมีการจัดงานประเพณีประจำปีที่บริเวณศาลเจ้า ตรงกับวันที่ ๒๓ เดือนสามของจีน (ประมาณเดือนเมษายน) ในงานจะมีกิจกรรมมากมาย เช่น มีการจัดขบวนแห่เจ้าแม่ ขบวนสิงโต ขบวนเอ็งกอ ขบวนกลองยาว และยังมีการลุยไฟด้วย
ศูนย์วิจัยและศึกษาธรรมชาติป่าพรุสิรินธร (ป่าพรุโต๊ะแดง) ป่าพรุโต๊ะแดง ป่าพรุแห่งสุดท้ายของประเทศไทย ซึ่งคลุมพื้นที่ของ ๓ อำเภอ คือ อำเภอตากใบ อำเภอสุไหงโกลก และอำเภอสุไหงปาดี มีพื้นที่ประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ไร่ แต่ส่วนที่สมบูรณ์โดยประมาณมีเพียง ๕๐,๐๐๐ ไร่ เป็นป่าที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์ป่าและพรรณไม้ พื้นที่ป่าพรุมีลำน้ำสำคัญหลายสายไหลผ่าน คือ คลองสุไหงปาดี แม่น้ำบางนรา และคลองโต๊ะแดง อันเป็นที่มาของชื่อป่าภายในศูนย์ฯ ได้จัดให้มีทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ เพื่อประชาสัมพันธ์ความรู้ด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับธรรมชาติของป่าพรุ เริ่มที่บึงน้ำด้านหลังอาคารศูนย์วิจัยและศึกษาธรรมชาติป่าพรุสิรินธรเป็นสะพานไม้ต่อลัดเลาะเข้าไปในป่าพรุ ระยะทาง ๑,๒๐๐ เมตร บางช่วงเป็นสะพานไม้ร้อยลวดสลิง บางช่วงเป็นหอสูงสำหรับมองทิวทัศน์เบื้องล่างที่ชอุ่มไปด้วยไม้นานาพรรณในป่าพรุ จะมีป้ายชื่อต้นไม้ที่น่าสนใจ และซุ้มความรู้อยู่เป็นจุดๆ สำหรับให้ความรู้แก่ผู้เดินชมด้วย เปิดทุกวันเวลา ๘.๐๐-๑๖.๐๐ น. ไม่เสียค่าเข้าชม และยังมีห้องจัดนิทรรศการให้ความรู้แก่คนที่มาเที่ยวชมอีกด้วยป่าพรุ หรือ peat swamp forest เกิดขึ้นได้อย่างไร ? คำตอบคือ เกิดจากแอ่งน้ำจืดขังติดต่อกันชั่วนาตาปี และมีการสะสมของชั้นดินอินทรียวัตถุ ก็คือซากพืช ซากต้นไม้ ใบไม้ จนย่อยสลายอย่างช้าๆ กลายเป็นดินพีท (peat) หรือดินอินทรีย์ที่มีลักษณะหยุ่นยวบเหมือนฟองน้ำมีความหนาแน่นน้อยอุ้มน้ำได้มาก และพบว่ามีการสะสมระหว่างดินพีท กับดินตะกอนทะเล สลับชั้นกัน ๒-๓ ชั้น เนื่องจากน้ำทะเลเคยมีระดับสูงขึ้นจนท่วมป่าพรุ เกิดการสะสมของตะกอน น้ำทะเลถูกขังอยู่ด้านใน พันธุ์ไม้ในป่าพรุตายไปและเกิดป่าชายเลนขึ้นแทนที่ เมื่อระดับน้ำทะเลลดลงและมีฝนตกลงมาสะสมน้ำที่ขังอยู่จึงจืดลง และเกิดป่าพรุขึ้นอีกครั้ง ดินพรุชั้นล่างมีอายุถึง ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ ปี ส่วนดินพรุชั้นบนอยู่ระหว่าง ๗๐๐-๑,๐๐๐ ปี ระบบนิเวศน์ในป่าพรุนั้นมีหลากหลาย ทุกชีวิตล้วนเกี่ยวพันต่อเนื่องกัน ไม้ยืนต้นจะมีระบบรากแขนงแข็งแรงแผ่ออกไปเกาะเกี่ยวกันเพื่อจะได้ช่วยพยุงลำต้นของกันและกันให้ทรงตัวอยู่ได้ ฉะนั้นต้นไม้ในป่าพรุจึงอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม หากต้นใดล้ม ต้นอื่นจะล้มตามไปด้วย พันธุ์ไม้ที่พบในป่าพรุมีกว่า ๔๐๐ ชนิด บางอย่างนำมารับประทานได้ เช่น หลุมพี ซึ่งเป็นไม้ในตระกูลปาล์ม มีลักษณะต้นและใบคล้ายปาล์ม แต่มีหนามแหลมอยู่ตลอดก้าน ผลมีลักษณะคล้ายระกำ แต่จะเล็กกว่า รสชาติออกเปรี้ยว ชาวบ้านนำมาดองและส่งขายฝั่งมาเลเซีย ซึ่งคนมาเลย์จะนิยมมาก ฤดูเก็บจะอยู่ในช่วงเดือน พฤศจิกายน-มีนาคม ถ้าเป็นช่วงอื่นจะหายากและราคาสูง บางอย่างเป็นพืชพรรณในเขตมาเลเซีย เช่น หมากแดง ซึ่งมีลำต้นสีแดง เป็นปาล์มชั้นดีมีราคา มีผู้นิยมนำไปเพาะเพื่อประดับสวน เพราะความสวยของกาบและใบ ลำต้นมีสีแดงดังชื่อ ยังมีพืชอีกหลายชนิดที่น่าสนใจ เช่น ปาหนันช้าง พืชในวงศ์กระดังงาที่มีดอกใหญ่และ กล้วยไม้กับพืชเล็กๆ ซึ่งจะต้องสังเกตดีๆ จึงจะได้เห็นสัตว์ป่าที่พบกว่า ๒๐๐ ชนิด เช่น ค่าง ชะมด หมูป่า หมีขอ แมวป่าหัวแบน(ซึ่งเป็นสัตว์คุ้มครองที่หายากอีกชนิดหนึ่งของไทย) หนูสิงคโปร์ พบค่อนข้างยากในคาบสมุทรมลายูแต่ชุกชุมมากบนเกาะสิงคโปร์ สำหรับประเทศไทยพบชุกชุมในป่าพรุโต๊ะแดงนี้เท่านั้น และหากป่าพรุถูกทำลายหนูเหล่านี้อาจออกไปทำลายผลิตผลของเกษตรกรในพื้นที่โดยรอบได้ พันธุ์ปลาที่พบ ได้แก่ ปลาปากยื่น เป็นปลาชนิดใหม่ของโลกพบที่ป่าพรุสิรินธรนี้เท่านั้น ปลาดุกรำพัน ที่มีรูปร่างคล้ายงูซึ่งอาจพัฒนาเป็นปลาเศรษฐกิจที่ใช้เลี้ยงในแหล่งที่มีปัญหาน้ำเปรี้ยวได้ ปลากะแมะ รูปร่างประหลาดมีหัวแบนๆกว้างๆ และลำตัวค่อยๆยาวเรียวไปจนถึงหาง มีเงี่ยงพิษอยู่ที่ครีบหลัง
ปลาเหล่านี้จะอาศัยป่าพรุเป็นพื้นที่หลบภัยและวางไข่ก่อนที่จะแพร่ลูกหลานออกไปให้ชาวบ้านได้อาศัยเป็นเครื่องยังชีพ นกที่นี่มีหลายชนิด แต่ที่เด่นๆ ได้แก่ นกกางเขนดงหางแดง มีมากในเกาะสุมาตรา เกาะบอร์เนียว และมาเลเซีย ในประเทศไทยพบครั้งแรกที่นี่เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๓๐ นกจับแมลงสีฟ้ามาเลเซีย ซึ่งในประเทศไทยจะพบที่ป่าพรุสิรินธรเพียงแห่งเดียวเท่านั้น และปัจจุบันนกทั้งสองชนิดอยู่ในภาวะล่อแหลมต่อการสูญพันธุ์ ความน่าสนใจของป่าพรุไม่ใช่เพียงแ